5 เทคโนโลยีใน อีก 5 ปีข้างหน้า

เทคโนโลยีในอนาคต

หลายคนจินตนาการถึงโลกในอนาคตแตกต่างกันไป และหลายจินตนาการก็กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถพลิกรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมได้ และในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็น 5 เทคโนโลยีใหม่ เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลกแน่นอน จากการคาดการณ์โดยไอบีเอ็ม 1. โมเดลคณิตศาสตร์ ช่วยโลกรับมือโรคระบาด ในแต่ละปีมีประชากรราว 60 ล้านคน ย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ และในปี 52 มีการประเมินพบว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าชนบท ส่งผลให้เมืองใหญ่กลายเป็นแหล่งเพาะและแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย ฉะนั้นจะต้องมีระบบป้องกันและการสื่อสารด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับชาวเมือง ในอนาคตอันใกล้นี้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะมีบทบาทในด้านสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น ในการหาแนวโน้มรูปแบบการระบาดของโรคว่าจะเกิดการระบาดขึ้นบริเวณไหน เวลาใดบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและเตรียมการรับมือเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด และการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งมี “อินเทอร์เน็ตเพื่อสุขภาพ” ที่จะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ระหว่างชุมชน โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเวชภัณฑ์ได้อย่างทั่วถึง เกิดเป็นระบบสาธารณสุขที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ สามารถคาดการณ์รูปแบบการระบาดของโรค ศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำในอนาคต 2. รถพลังไฟฟ้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้รถยนต์ไฮบริดซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมาก จะมีราคาถูกลงอย่างแน่นอน และจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ สำหรับรถยนต์ไฮบริดในปัจจุบัน ใช้พลังงานจากแบตเตอรีลิเธียมไอออน ซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังมุ่งมั่นพัฒนาแบตเตอรี่ขับเคลื่อนรถยนต์และรถประจำทางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถทำให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมแอร์ (Lithium Air) ซึ่งสามารถเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานได้มากกว่าลิเธียมไอออนถึง 10 เท่า ทั้งยังมีน้ำหนักเบา ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า และในอนาคตรถยนต์ที่เรานั่งอาจไม่ต้องแวะเติมน้ำมันตามปั๊มอีกต่อไป เพราะเพียงชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่จากที่บ้าน ก็ขับรถไปเที่ยวที่ไหนๆ ได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานทดแทนอื่นๆ ก็จะถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยเช่นกัน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รองรับระบบขนส่งมวลชนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำและแพร่หลายมากขึ้นด้วย 3. อาคารอัจฉริยะ ตอบสนองทุกความต้องการของชีวิตคนเมือง ตึกสูงระฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองใหญ่ และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ขณะที่ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสูงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน หรือเป็นที่พักอาศัย และในแต่ละปีอาคารเหล่านี้ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมารวมแล้วมากกว่ารถยนต์บนท้องถนนเสียอีก ในอนาคตอันใกล้นี้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอาคาร เพื่อเชื่อมโยงระบบต่างๆ ภายในอาคาร ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา อุณหภูมิ โทรคมนาคม และระบบรักษาความปลอดภัย โดยจะเชื่อมโยงกันและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานหรือผู้เข้าพักได้ราวกับมีชีวิต และด้วยระบบอัจฉริยะภายในอาคาร จะมีการเตือนล่วงหน้าด้วยว่าระบบหรืออุปกรณ์ชิ้นไหนควรได้รับการซ่อมบำรุงก่อนที่จะเกิดการชำรุดเสียหาย และยังตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที 4. เทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเมือง ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีขั้นสูงจะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในเมืองให้น้อยลงได้ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมจากสถิติและแนวโน้มเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหน เวลาใด เสี่ยงเกิดเหตุร้าย และช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจตราความสงบเรียบร้อย และป้องกันการก่ออาชญากรรมหรือรับมือกับปัญหาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันและรับมือกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ก็จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและมีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่น ระบบดับเพลิงอัจฉริยะ ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงจากอัคคีภัยในเมือง และรับมือกับปัญหาเพลิงไหม้หรือไฟป่า, ระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ ด้วยเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนบริเวณเขื่อนกันน้ำท่วม ตามแนวชายฝั่งทะเลและแม่น้ำลำคลอง เช่น ศูนย์จัดการน้ำระดับโลก (Global Center for Water Managment) ของไอบีเอ็ม ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ 5. ระบบจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด บรรเทาปัญหาน้ำขาดแคลน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมากกว่านั้นหลายเท่าตัว และปัจจุบันนี้น้ำที่มีอยู่ทั่วโลกมีเพียง 2% เท่านั้นที่สามารถใช้อุปโภคและบริโภคได้ และความต้องการน้ำของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอีก 6 เท่าในอีก 50 ปีข้างหน้า แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำนั้นเป็นภัยคุกคามประชาชนแล้วหลายพื้นที่ โดยมีประชากรถึง 1 ใน 5 ของโลก เข้าไม่ถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ช่วยบริหารจัดการน้ำในเขตเมือง เพื่อลดการสิ้นเปลืองและสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลของท่อประปาและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีกรองน้ำที่สามารถเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด หรือกรองเสียให้กลายเป็นน้ำดี และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำได้ […]

Read More…

เทคโนโลยีในอนาคต

เทคโนโลยีในอนาคต

เทคโนโลยี คำว่า เทคโนโลยี ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Technology” ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า “Technologia” แปลว่า การกระทำที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคำว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรียกรวม ๆ ว่า “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โลกเราในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันจะสังเกตได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีต่างๆนั้นได้มีการพัฒนาอย่างล้ำสมัยซึ่งส่งผลให้เกิดความสะดวกต่อการใช้งานในปัจจุบันและในอนาคต ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันได้บูรณาการเข้าสู่ระบบธุรกิจดังนั้นองค์การที่จะอยู่รอดและมีพัฒนาการต้องสามารถปรับตัวและจัดการกับทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตเพื่อให้ผู้บริหารในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การได้ศึกษาแต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่นี้ล้าสมัยได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารที่สนใจจะต้องศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญในอนาคตมี ดังนี้ 1. คอมพิวเตอร์ (computer) ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกที่เครื่องมีขนาดใหญ่ทำงานได้ช้า ความสามารถต่ำ และใช้พลังงานสูง เป็นการใช้เทคโนโลยีวงจรรวมขนาดใหญ่ (very large scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) ทำให้ประสิทธิภาพของส่วนประมวลผลของเครื่องพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาหน่วยความจำให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบัน โดยที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะที่มีความสามารถเท่าเทียมหรือมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในสมัยก่อน ตลอดจนการนำคอมพิวเตอร์ชนิดลดชุดคำสั่ง (reduced instruction set computer) หรือ RISC มาใช้ในการออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นโดยใช้คำสั่งพื้นฐานง่าย ๆ นอกจากนี้พัฒนาการและการประยุกต์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีการประมวลผลตามหลักเหตุผลของมนุษย์หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป 2. ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หรือ AI เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่างการใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์จริง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขาวิชาได้ศึกษาและทดลองที่จะพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานที่มีเหตุผล โดยการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งความรู้ทางด้านนี้ถ้าได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ และหุ่นยนต์ (robotics) เป็นการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้สามารถปฏิบัติงานและใช้ทักษะการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับการทำงานของมนุษย์ เป็นต้น 3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (executive information system) หรือ EIS เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวางแผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดยที่ EIS จะถูกนำมาให้คำแนะนำผู้บริหารในการตัดสินใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างหรือกึ่งโครงสร้าง โดย EIS เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิเศษของผู้บริหารในด้านต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ รวมทั้งสถานะของคู่แข่งขันด้วย โดยที่ระบบจะต้องมีความละเอียดอ่อนตลอดจนง่ายต่อการใช้งาน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากไม่เคยชินกับการติดต่อและสั่งงานโดยตรงกับระบบคอมพิวเตอร์ 4. การจดจำเสียง (voice recognition) เป็นความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์จดจำเสียงของผู้ใช้ ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสาขานี้ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการ ถ้าในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการนำความรู้ต่าง ๆ มาใช้สร้างระบบการจดจำเสียง ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาลแก่การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ผู้ใช้จะสามารถออกคำสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ไม่เคยชินกับการใช้คอมพิวเตอร์ให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่าย เช่น ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง การสั่งงานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ และระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและขยายคุณค่าเพิ่มของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจ 5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronics data interchange) หรือ EDI เป็นการส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อื่นโดยผ่านทางระบบสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายโดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วงลดระยะเวลาในการทำงานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งและรับสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง 6. เส้นใยแก้วนำแสง (fiber optics) เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยการส่งสัญญาณแสงผ่านเส้นใยแก้วนำแสงที่มัดรวมกัน การนำเส้นใยแก้วนำแสงมาใช้ในการสื่อสารก่อให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับ “ ทางด่วนข้อมูล (information superhighway)” ที่จะเชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีเส้นใยแก้วนำแสงได้ส่งผลกระทบต่อวงการสื่อสามวลชนและการค้าขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ 7. อินเทอร์เน็ต (internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดต่าง ๆ ได้ ในปัจจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายนี้ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectec) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เป็นต้น 8. ระบบเครือข่าย (networking system) โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area network : LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ในระยะทางที่กำหนด ส่วนใหญ่จะภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่มความเร็วในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้มากกว่าในอดีต 9. การประชุมทางไกล (teleconference) เป็นการนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เพื่อให้สนับสนุนในการประชุมมีประสิทธิภาพ โดยผู้นำเข้าร่วมประชุมไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในห้องประชุมและพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะในสภาวะการจราจรที่ติดขัด ตลอดจนผู้เข้าประชุมอยู่ในเขตที่ห่างไกลกันมาก 10. โทรทัศน์ตามสายและผ่านดาวเทียม (cable and sattleite TV) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสื่อต่าง ๆ ไปยังผู้ชม จะมีผลทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น โดยที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมรายการมีทางเลือกมากขึ้นและสามารถตัดสินใจในทางเลือกต่าง ๆ ได้เหมาะสมขึ้น 11. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (multimedia technology) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัดเก็บข้อมูลหรือข่าวสารในลักษณะที่แตกต่างกันทั้งรูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกในแผ่นดิสก์ (CD-ROM) จอภาพที่มีความละเอียดสูง (high resolution) เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและนำเสนอข้อมูล ภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัวและได้รับความสนใจจากบุคคลหลายกลุ่ม เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา และบันเทิงเป็นอย่างมาก 12. การใช้คอมพิวเตอร์ในการฝึกอบรม (computer base training) เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ […]

Read More…

7 การแพทย์แห่งอนาคต ที่เอามาใช้ในปัจจุบัน

มองอนาคตการแพทย์เมื่อโลกเข้าถึงเทคโนโลยีพิมพ์อวัยวะ

ประเทศญี่ปุ่นกับตุรกีกำลังแนวคิดยิ่งใหญ่ร่วมกันซึ่งถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์แก่ชาวเอเชียทั้งทวีปด้วย โดยแนวคิดที่ว่าก็คือการสร้างทางรถไฟเชื่อมกันระหว่างเอเชียกับยุโรป สองแผ่นดินทองก็จะคล้องเป็นแผ่นดินเดียวกันแนบแน่นยิ่งขึ้น ตอนนี้ 2 ประเทศจับมือกันที่จะสานฝันนี้ โดยเฉพาะสำหรับประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารประเทศของทั้งสองชาติเห็นว่าแต่ละชาติก็เป็นดั่งปีกอันยิ่งใหญ่ที่ขนาบข้างทวีปเอเชีย ทางตุรกีก็มีแผ่นดินเชื่อมกับยุโรปทั้งทวีป ส่วนญี่ปุ่นก็เป็นดินแดนเก่าแก่แต่รุ่มรวยความไฮเทคชั้นนำของโลก แนวคิดนี้จึงน่าติดตามดูกันครับ เราจะได้เห็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของคนเอเชียด้วยกันในเวลาอันใกล้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพราะแต่ละชาติต่างรู้สึกศักยภาพของตัวเอง รู้ดีว่าตัวเองสามารถที่จะพากเพียรอุตสาหะจนไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ท้อถอยแล้วเอาแต่ฝัน ซึ่งความสำเร็จสำคัญในยุคต่อไปจะมีดังต่อไปนี้ 1. ปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อนในคนไข้เบาหวาน คนไข้เบาหวานมีเฮได้ จาการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยเมื่อเร็วๆนี้ท่านว่าจะมีนวัตกรรมการรักษาเบาหวานด้วยการปลูกถ่ายเซลล์สร้างอินสุลินให้คนไข้ นอกจากนั้นก็ยังมีนวัตกรรมตับอ่อนเทียมที่กำลังศึกษากันอยู่ ซึ่งต่อไปก็น่าจะเป็นความจริงได้ 2. การส่องกล้องผ่าตัดในอวัยวะที่หลากหลายขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีส่องกล้องทันสมัยขึ้นมากด้วยระบบเส้นใยนำแสงที่ไฮเทคขึ้น ขนาดกล้องที่เป็นแท่งเล็กลงจึงทำให้การส่องกล้องสามารถซอกซอนเข้าไปในที่ที่เล็กแคบได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดเข้าไป ทำให้คนไข้ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลนานและแผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น ตัวอย่างการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องเช่น ผ่าตัดกระดูกต้นคอ,ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทางรักแร้,ผ่าตัดมดลูก หรือแม้แต่ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน 3. การฉายแสงรักษามะเร็งที่ตรงเฉพาะจุด เมื่อก่อนการฉายแสงมีความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ต่ออวัยวะรอบข้าง เปรียบเหมือนกับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงตรงจุดยุทธศาสตร์ที่เลี่ยงการทำลายล้างหมู่บ้านข้างๆไปไม่ได้ แต่ในอนาคตการฉายแสงจะตรงจุดมากขึ้นโดยเฉพาะในอวัยวะที่บอบบางอย่าง “ปอด” ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากเหมือนการฉายแสงรุ่นก่อน 4. การสแกนคอมพิวเตอร์ที่เห็นภาพชัดเหมือนส่องกล้อง ด้วยฝีมือคอมพิวเตอร์ระดับเทพที่ทำให้ดู “เสมือนจริง” ทั้งสมอง,หลอดเลือด,หัวใจและอวัยวะอื่นๆที่ดูราวกับมีมือวิเศษมาชำแหละให้เห็นถึงข้างในโดยที่คนไข้ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใดเลย เชื่อว่าต่อไปจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยได้อย่างน่าทึ่ง 5. ยาพุ่งเป้า ยารักษาโรคในยุคต่อไปจะทำให้ “เข้าล็อค” เหมือนกุญแจที่ตรงเข้าสวมกับแม่กุญแจได้ทันที ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดโรค รักษามะเร็งตรงจุดที่มีปัญหา และที่สำคัญคือไม่ไปรบกวนอวัยวะข้างเคียงให้ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย 6. นาโนเทคโนโลยีดูดซึมยา อาทิ วิตามินนาโน,ครีมนาโนและเครื่องสำอางค์นาโน ที่จะใช้ประโยชน์จากความเล็กจิ๋วของอนุภาคพิเศษเพื่อ “ดึง” ยาเข้าไปให้ดูดซึมได้ดียิ่งกว่ายาแบบเดิมๆ โดยอนุภาคนาโนจะทำให้เข้าไปอยู่ในน้ำก็ได้หรือไขมันก็ได้ เรียกว่าพาขึ้นเขาลงห้วยสะเทินน้ำสะเทินบกได้หมดทุกสภาพการณ์ 7. เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันที่ให้คนไข้มีส่วนร่วมในการรักษา เน้นรักษาทั้งร่างกายไม่แยกอวัยวะ โดยเน้นการใช้ยาอย่างมีเหตุผลและให้คนรักษาโรคง่ายๆด้วยตัวเองเบื้องต้นก่อนด้วยหลักที่ครอบคลุมทั้งกาย,ใจและจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบมีการศึกษาวิจัยรองรับ(Evidence based)ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ สุดท้ายนี้ขอย้ำกับท่านที่รักอีกทีว่าเทคโนโลยีไฮเทคทั้งหลายเหล่านี้ที่ว่ามาอยู่ในขั้นที่ “เกินฝัน” บนแผ่นกระดาษแล้วนะ มีงานวิจัยที่รองรับอย่างแน่นหนา กำลังที่จะออกมาเป็นความจริงให้เราสัมผัสได้ บางอย่างเหลือแค่ตบแต่งขั้นสุดท้ายให้เหมาะกับการใช้งานจริงที่ไม่ติดกับทฤษฏีที่สำคัญคืองานที่เป็นดั่งฝันพวกนี้ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนคนเดียวแต่เป็นกลุ่มเพื่อนมนุษย์ที่มีความฝันร่วมกันและพร้อมจะฝ่าฟันไปด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อ […]

Read More…

มองอนาคตการแพทย์เมื่อโลกเข้าถึงเทคโนโลยีพิมพ์อวัยวะ

มองอนาคตการแพทย์เมื่อโลกเข้าถึงเทคโนโลยีพิมพ์อวัยวะ1

โลกของการแพทย์จะเปลี่ยนไปแบบไหน เมื่อวันหนึ่งเราเข้าถึงเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะ ที่ไม่ใช่เพียงอวัยวะเทียมแต่เป็นอวัยวะที่เป็นเลือดเนื้อได้จริงๆ มองโลกอนาคตเมื่อความสำเร็จนั้นมาถึงกับ “ศ.ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ” อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ และราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ผู้รักการอ่านวารสารงานวิจัย “ผมว่าอีกสักประมาณ 50 ปีข้างหน้า มนุษย์เราจะเป็นอมตะ ไม่ใช่เพราะมีเวทมนต์คาถาอะไรนะ แต่เป็นเพราะเราจะมีเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติที่ทันสมัย แล้วอีกหน่อยหมอแบบผมก็จะตกงาน เพราะไม่ต้องรักษาคนไข้แล้ว ใช้วิธีเปลี่ยนอวัยวะแทน” ศ.ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจของโรงพยาบาลศิริราชพยาบาล กล่าวอย่างกระฉับกระเฉงแม้วัยจะล่วงเลยถึง 84 ปี ทว่ากำลังวังชาและการทำงานที่คล่องแคล่วของ “หมอสมชัย” ยังดูไม่ต่างกับหนุ่มใหญ่วัย 50 ปีปลายๆ หมอสมชัย เท้าความให้ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ฟังว่า เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ความจริงนั้นได้เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่เมื่อ 200 ปีก่อนตั้งแต่สมัย อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับ สมัยนั้นนักวิทยาศาสตร์พยายามถ่ายภาพวัตถุชิ้นหนึ่งด้วยกล้องในหลายมุม หลากมิติ แล้วนำมาซ้อนกันจนเกิดเป็นภาพ 3 มิติ ก่อนจะถูกพัฒนาเรื่อยมาจนมีเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท3 มิติ ที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์หมึกในกระดาษทั่วไป แต่ถูกพัฒนาให้ล้ำไปอีกขั้นด้วยการใช้พอลิมอร์หรือพลาสติกแทนน้ำหมึกฉีดพ่นขึ้นรูปวัสดุตามที่คอมพิวเตอร์สั่งการจนเกิดเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบันทั้งส่วนต่างๆ ตั้งแต่บานประตูบ้าน ของเล่น หรือแม้แต่ชิ้นส่วนรถยนต์ ด้วยผลลัพธ์ปลายทางที่หลากหลาย ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงมีผู้สนใจคิดทำอวัยวะเทียมจากการพิมพ์ระบบ 3 มิติขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ ทำให้เกิดอวัยวะที่มีชีวิตชิ้นใหม่ขึ้นสำหรับเปลี่ยนหรือใส่ทดแทนอวัยวะเดิมในร่างกาย จากการเก็บรายละเอียดตามสภาพอวัยวะจริงของบุคคลนั้น แล้วประมวลภาพโดยใช้ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาขึ้นแล้วนำมาต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยอาศัยหลักการพิมพ์ 2 มิติของการพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท แต่ต่างกันที่วัสดุพิมพ์จะใช้เป็นไฮโดรเจล, สารชีวมวล, เซลล์ต้นกำเนิด หรือเซลล์อวัยวะจากบุคคลนั้นๆ หมอสมชัยให้ความเห้นว่า เทคโนโลยีดังกล่าวน่าจะได้ผลดีกว่าการรับอวัยวะจากบุคคลอื่นที่ใช้ในปัจจุบันด้วย เพราะจะไม่มีปัญหาอวัยวะเข้ากันไม่ได้จากการทำงานของภูมิคุ้มกัน เนื่องจากการอวัยวะ 3 มิติจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ในร่างกายของผู้นั้นเอง จากการตัดชิ้นเนื้อส่วนดีจากอวัยวะที่บกพร่องของผู้ป่วยเพียงเล็กน้อยมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนได้ปริมาณเซลล์ที่มากขึ้น แล้วจึงนำเซลล์ อาหารเลี้ยงเซลล์ และไฮโดรเจลมาบรรจุในเครื่องพิมพ์ ก่อนฉีดให้เป็นรูปร่างอวัยวะตามที่กำหนดไว้ ปัจจุบันมีการทดลองและบทความวิชาการเกี่ยวกับการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 125 บทความ ตัวอย่างบทความวิชาการเกี่ยวกับการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติที่หมอสมชัยสืบค้น มีตั้งแต่ผลงานตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2542 ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหังหู่ในจังหวัดเจ้อเจียงตะวันออก สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งริเริ่มใช้สารผสมธรรมชาติเพื่อการพิมพ์ชีวภาพ เช่น โซดียมแอลจีเนตเพื่อพิมพ์เป็นชิ้นกระดูกอ่อนหู เซลล์ตับ เซลล์ไตและหลอดเลือด หรืองานวิจัยในปี 2545ของธอมัส โบแลนด์ แห่งมหาวิทยาลัยเคลมสัน สหรัฐฯ สามารถสร้างไต 3 มิติขนาดย่อส่วนได้ และในปี 2546 เขาได้จดสิทธิบัตรการพิมพ์เซลล์โดยวิธีพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทแล้วฉีดลงบนพื้นรองรับ 3 มิติ หลังจากนั้นก็ได้มีการคิดค้นวัสดุที่มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ และเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเป็นลำดับจากงานวิจัยของ ศ.การ์เบอร์ ฟอร์แกกซ์ (Prefessor.Gabor Forgacs) มหาวิทยาลัยมิสซูรี สหรัฐฯ จนเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมาบริษัท เลเยอร์ไวส์ ในเบลเยียม และบริษัท ซิลลอกส์ ในเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการพิมพ์ 3 มิติทางการแพทย์และทันตกรรมได้สร้างขากรรไกรล่าง 3 มิติใส่ให้ผู้ป่วยได้สำเร็จ อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น บริษัท ออกซ์ฟอร์ตเพอร์ฟอร์มานซ์แมททรีเรียลยังได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ให้พิมพ์กะโหลก 3 มิติ เพื่อใส่แทนกะโหลกศรีษะมนุษย์ด้วย และล่าสุดในปี 2558 นี้ บริษัท ซินเดเวอร์ ในสหรัฐฯ ได้สร้างหุ่นร่างกายมนุษย์สังเคราะห์ ซึ่งมีทั้งการหายใจและการเต้นของหัวใจที่เหมือนมนุษย์มีชีวิตได้สำเร็จ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการแพทย์ “ในทัศนะของผมการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติมีบทบาทต่อวงการแพทย์ได้ค่อนข้างมากทีเดียวเพราะอวัยวะชิ้นที่ทำขึ้นจะเหมือนกับของจริงทุกประการ สมมติว่าคุณต้องผ่าหัวใจซึ่งมีความเสี่ยงมากในวันพรุ่งนี้ แพทย์ก็สามารถสร้างหัวใจของคุณจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติออกมาสำหรับซ้อมผ่าตัดก่อนได้ เป็นการลดความเสี่ยงแบบที่เห็นได้ชัดที่สุด” หมอสมชัยมองอนาคตของการพิมพ์อวัยวะ หมอสมชัย ยังระบุอีกว่าการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติจะเป็นการยกระดับการเรียนการสอนของวงการแพทย์ให้พัฒนาไปอีกขั้น เพราะนักเรียนแพทย์จะได้ฝึกกับชิ้นส่วนที่เหมือนกับของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ เพราะบางครั้งการฝึกกับอาจารย์ใหญ่หรือร่างที่เสียชีวิตและผ่านกระบวนการรักษาสภาพมาเป็นเวลานานก็ให้ภาพที่ไม่เหมือนจริงมากนัก และที่สำคัญหุ่นสังเคราะห์ที่ได้จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนอาจารย์ใหญ่ของนักเรียนแพทย์ในบางประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศนับถืออิสลาม เพราะธรรมเนียมศาสนาไม่อนุญาตให้บริจาคร่างกาย นอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์ต่อวงการเภสัชศาสตร์ด้วย เพราะอวัยวะ 3 มิติที่สร้างขึ้นจากเซลล์เฉพาะบุคคลย่อมตอบสนองต่อยาได้เช่นเดียวกับเซลล์ในร่างกาย การทดสอบยาโดยตรงกับเซลล์จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก และถ้าทำได้จริงผู้ป่วยคนนั้นๆ ก็จะได้รับยาที่ถูกต้องตรงกับอาการและหายขาดได้ภายในเร็ววัน ไม่ต้องกินยาเกินความจำเป็นซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจและภาวะสาธารณสุขในระยะยาว “มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศเรา แต่เป็นเรื่องเก่าสำหรับฝรั่งและจีนเพราะเขาซุ่มทำแบบเงียบๆ มาระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่แปลกที่เราจะไม่เคยได้ยิน เพราะผมก็ได้ฟังมาจากการบรรยายของคนวงในเมื่อไม่นานมานี้ จนสนใจแล้วกลับมาค้นคว้าเพิ่มเองจึงได้รู้ว่าขณะนี้หลายประเทศเริ่มออกตัวไปแล้ว แล้วก็ทำสำเร็จบ้างแล้ว แต่อวัยวะทั้งชิ้นที่ทำงานได้ภายในร่างกายยังไม่มีประเทศไหนทำสำเร็จเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เงินวิจัยเป็นจำนวนมหาศาล แต่ผมก็เชื่อว่าภายใน 10-50 ปีนี้จะต้องสำเร็จได้สักวัน และผู้ที่จะเป็นยักษ์ใหญ่สำหรับวงการนี้คงหนีไม่พ้นจีนกับสหรัฐฯ อย่างแน่นอน” หมอสมชัยระบุ ส่วนปัญหาหลักที่ทำให้การวิจัยเพื่อผลิตอวัยวะ 3 มิติยังคงติดขัดมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ ประการแรกคือหลอดเลือดและเส้นเลือด เป็นส่วนที่มีความเปราะบางและซับซ้อน อีกประการคือความยากในการรักษาอวัยวะชิ้นนั้นให้มีชีวิตอยู่ยาวนานโดยไม่เสื่อมสลาย ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จจริงจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติยังจะทำให้คนบนโลกมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพราะสามารถเปลี่ยนอวัยวะชิ้นใหม่ได้หากมีอาการเจ็บป่วยหรือเสื่อมสภาพตามอายุขัย “ใครที่บอกว่าอยากจะเป็นอมตะ น่าจะได้เป็นจริงๆ ในอีกประมาณ 50 ปีข้างหน้า และหมออย่างผมก็อาจจะตกงานด้วยเพราะทุกคนหันไปหานายช่าง ให้ถ่ายเปลี่ยนอวัยวะ หานักชีววิทยาให้ช่วยต่อเส้นประสาท เส้นเลือด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอย่าลืมว่าในแต่ละคนมีอายุขัยที่ถูกกำหนดด้วยการตายของเซลล์ และการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติก็ไม่สามารถแก้ไขโรคที่มีมาแต่กำเนิดหรือโรคทางพันธุกรรมได้ ทำให้เราต้องย้อนกลับไปถึงศาสตร์การบำบัดยีน (Gene Therapy) การเก็บน้ำคร่ำ เก็บรก เพื่อเก็บเซลล์ต้นกำเนิดด้วย และอีกอย่างการพิมพ์ 3 มิติก็มีราคาสูงมาก อย่างหุ่นอาจารย์ใหญ่ที่สร้างขึ้น 1 ร่างก็มีราคาสูงถึง 54,000 ปอนด์สเตอริงก์ หรือ ประมาณ 3 ล้านบาท” หมอสมชัยกล่าว […]

Read More…

TCELS มั่นใจหุ่นยนต์การแพทย์ไทยมีอนาคต

TCELS มั่นใจหุ่นยนต์การแพทย์ไทยมีอนาคต

TCELS – TCELS มั่นใจหุ่นยนต์ทางการแพทย์ไทยมีอนาคต เตรียมเดินหน้าหาพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนวิจัย พัฒนาให้ได้มาตรฐาน สากล พร้อมเปิดตัวศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหุ่นยนต์ทางการแพทย์ชั้นสูง ยันวิศวกรไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า TCELS ได้จัดประชุม Thailand Life Sciences Business Forum ครั้งที่ 5 โดยหารือกันถึงอนาคตอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ทางการแพทย์ไทย โดยเชิญภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมหารือ เพื่อรับทราบถึงความคืบหน้าในการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์ในประเทศไทย รวมไปถึงปัญหาอุปสรรคที่พบ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้เข้าประชุมได้สะท้อนถึงความสามารถในการผลิตหุ่นยนต์ในทุกประเภทของคนไทยว่า วิศวกรของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ขอเพียงสำรวจให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาให้เป็นมาตรฐานระดับสากล เชื่อว่าหากทุกภาคส่วนผนึกกำลังกันจะสามารถผลักดันหุ่นยนต์ทางการแพทย์ของไทยไปสู่ระดับอาเซียนและระดับโลกได้ ดร.นเรศ กล่าวว่า ขณะนี้ TCELS ดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์ชั้นสูง โดยร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีชีววิศวกรรมศาสตร์ เนื่องจากมีเป้าหมายการผลิตและบริการคนไทยในราคาที่เหมาะสมอีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางรักษาพยาบาล การแพทย์ฉุกเฉิน และการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้พิการในระดับแนวหน้าของอาเซียน โดยจะทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ โดยจะเปิดตัวศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์ชั้นสูง วันที่ 9 เม.ย.56 ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายผลิตและบริการคนไทยในราคาที่เหมาะสม และอีก 7 ปีข้างหน้าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าหุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่นำเข้าตัวละ 100 ล้านบาท ได้ 50% และเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาล การแพทย์ฉุกเฉิน และการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วย ผู้สูงอายุในระดับแนวหน้าของอาเซียน โดยจะมีการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกระทรวงมากขึ้น เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ […]

Read More…

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์

มนุษย์ต้องการดำรงชีพอยู่ในสังคมต่อไปเรื่อยๆ ทำให้มนุษย์คิดค้นวิธีการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างยืนยาวที่สุด ทำให้ทางการแพทย์จำเป็นต้องคิดค้นเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ และสำหรับเทคโนโลยีที่ได้ก้าวหน้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ 1. สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกชนิด สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในประเทศไทยได้มีการสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์มา 6-7 ปีแล้ว และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้หลายชนิด รวมทั้งเริ่มมีการนำมาใช้รักษาจริง 2. interferon beta เป็นสารอย่างหนึ่งที่พบได้ในร่างกายเราเอง มีฤทธิ์ยับยั้งการโจมตีปลอกหุ้มเส้นประสาทของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมาก 3.วัคซีนสำหรับอัลไซเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากประเทศแคนาดาได้พัฒนาวัคซีนที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาการสูญเสียความทรงจำ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านสารก่อโรค ผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์บางส่วนมีการตอบสนองต่อวัคซีนมีความจำที่ดีขึ้น 4. ยาต้านมะเร็งอัจฉริยะ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบยามะเร็งตระกูลใหม่ที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะเจาะจงเปรียบเหมือนกับจรวดนำวิถีที่ล็อคเป้าหมายให้ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยาเหล่านี้ได้แก่ Imatinib และ gefitinib ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก 5. หัวใจเทียมเสมือนจริง หัวใจเทียมนี้ คือ AbioCor โดยบริษัท Abiomed ออกแบบและวิจัยพัฒนามากว่า 30 ปี AbioCor เป็นหัวใจเทียมที่ผลิตจากไททาเนียมและพลาสติกชนิดพิเศษ ได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังปอดและส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้เหมือนกับหัวใจจริง 6. ยาเพิ่ม HDL เป็นโคเลสเตอรอลชนิดดีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ในผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงจะพบว่ามีโคเลสเตอรอลชนิดร้าย คือ แอลดีแอล มหาวิทยาลัยทัฟทส์ได้ค้นพบยาใหม่ที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ ยานี้คือ torcetrapib ที่สามารถกระตุ้นให้ระดับเอชดีแอลเพิ่มขึ้นได้ถึงสองเท่า และยังช่วยลดระดับแอลดีแอลได้ด้วย ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการแพทย์ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ และอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งต้องอาศัยเงินจำนวนมาก […]

Read More…

15 เทคโนโลยีล้ำยุค

การพัฒนาของเทคโนโลยีในยุคสมัยเรียกได้ว่าก้าวกระโดดแบบไม่หยุดยั้งกันเลยทีเดียว มีข่าวคราวเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้เห็นกันแทบจะทุกปี ซึ่งหากลองมองย้อนกลับไปในสมัยก่อน การพัฒนาสิ่งต่างๆ ยังไม่เท่ากับสมัยนี้ ซึ่งยังคงเป็นเพียงแค่จินตนาการลมๆ แล้งๆ อย่างที่เห็นกันในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ แต่อีกไม่นานเทคโนโลยีล้ำๆ แบบในภาพยนตร์จะกลายมาเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในยุคอนาคตอย่างแน่นอน 1. Smart Glass ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งอย่าง แว่นตาอัจฉริยะจากกูเกิล (Google Glass) ที่มีความสามารถหลายอย่างเหนือกว่าการเป็นแว่นตาธรรมดาๆ ซึ่งในตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่อีกไม่นานคงจะมีแว่นตาแบบนี้ตามมาอีกเพียบ 2. Smart Data การเก็บข้อมูลในยุคนี้ยังคงต้องอาศัยการบันทึกด้วยมือของเราเอง อย่างการบันทึกรายชื่อในโทรศัพท์หรืออีเมล์ แต่อีกไม่นานการเก็บข้อมูลเหล่านี้จะมาในรูปแบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่เราไม่ต้องทำเองเลย 3. อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ อุปกรณ์ที่มนุษย์สวมใส่ในปัจจุบันยังไม่มีความวิเศษอะไรมากมายนัก แต่เมื่อมีกระแสของ Google Glass และ Smart Watch มากขึ้น อุปกรณ์ที่มนุษย์สวมใส่กันในอนาคตจะกลายมาเป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ได้ทุกชิ้นอย่างแน่นอน 4. Smart House ของใช้ในบ้านเดี๋ยวนี้เริ่มมีระบบคอมพิวเตอร์แล้ว อย่างเช่นตู้เย็นที่คอยเตือนว่าอาหารใกล้หมดแล้วนะ หรือไมโคเวฟที่ควบคุมผ่านโทรศัพท์ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่าเริ่มจากของใช้ในบ้านแล้ว อีกไม่นานบ้านก็คงจะมีแบบนี้เช่นกัน 5. การเล่นเกมเสมือนจริง เคยคิดอยากจะเข้าไปสัมผัสกับโลกในเกมบ้างป่าว? ปัจจุบันนี้มีเจ้า Oculus Rift กำเนิดขึ้นมาแล้ว เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่จะพาคุณเข้าไปท่องโลกในเกมได้ นับว่าเป็นอะไรที่น่าติ่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง 6. การแสดงผลโดยไม่ต้องมีหน้าจอ เคยได้ยินเกี่ยวกับการฉายภาพโฮโลแกรมป่าว? อย่างในเรื่อง Star Wars หรือภาพยนตร์ Sci-Fi หลายๆ เรื่องทำกัน ฉายภาพโดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอ เห็นคนเป็นคนกันเลยทีเดียว อีกไม่นานก็มาแล้วล่ะ 7. การควบคุมคอมพิวเตอร์ผ่านสมอง สมัยนี้การควบคุมคอมพิวเตอร์ยังต้องอาศัยเมาส์และแป้นพิมพ์อยู่ อีกหน่อยไม่ต้องใช้กันแล้ว ใช้แค่สมองของเราเท่านั้น เพียงคิดไว้ในหัวก็สั่งการได้แล้ว 8. การให้บริการที่ครอบคลุมทั่วโลก มีใครเคยใช้อแพพลิเคชั่นเรียกแท๊กซี่ที่มีชื่อว่า Uber บ้าง? ที่คุณสามารถเรียกแท๊กซี่ผ่านแอพลิเคชั่นได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ไหนก็ตาม ซึ่งบริการแบบนี้มีมานานแล้วในต่างประเทศ ไม่แน่ว่าอาจจะขยายไปสู่การบริการในรูปแบบอื่นๆ ก็เป็นได้ 9. การมาของดิจิตอลดาวน์โหลด สมัยก่อนรูปแบบของสินค้าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่มาในสมัยนี้สินค้าต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทอรนิกส์กันมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ e-book การซื้อเกมส์ การซื้อเพลง ที่มาเป็นในรูปแบบของข้อมูลดาวน์โหลดแทนสินค้าที่จับต้องได้อย่าง หนังสือและซีดี เป็นต้น 10. หุ่นยนต์จะมีให้เห็นเกลื่อนเมือง เมื่อพูดถึงหุ่นยนต์ในสมัยก่อน คงจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระเอามากๆ เลยล่ะ แต่สมัยนี้คงจะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว เมื่อมีการพัฒนาหุ่นยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มมีหุ่นยนต์ออกปฏิบัติหน้าที่แทนมนุษย์แล้ว และอีกไม่นานมันก็คงผุดออกตามกันมาอีกเพียบ 11. เชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทน เรื่องของพลังงานทดแทนเป็นสิ่งที่มนุษย์ตระหนักกันมานานแล้ว ซึ่งก็ได้มีการคิดค้นหาพลังงานทดแทนมาใช้กันอยู่ตลอด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ แผงโซล่าเซลล์ ที่นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้า และพลังงานลมจากกังหันลมไฟฟ้า เป็นต้น 12. การถ่ายโอนพลังงานแบบไร้สาย อีกไม่นานการชาร์จไฟผ่านอะแด๊ปเตอร์ชาร์จไฟที่มีสายไฟระโยงระยางคงจะกลายเป็นของโบราณในไม่ช้า ซึ่งการมาของ Qi Wireless Charging หรือการชาร์จไฟไร้สายนั้น เริ่มรองรับกับสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นแล้ว 13. คลื่นโทรศัพท์มือถือ 5G จากที่เคยเป็นแค่สัญญาณโทรศัพท์ ก็กลายมาเป็นทั้งสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จากที่เคยช้าอืดเป็นเต่า 2G ก็กลายมาเป็น 3G ที่มีความเร็วพอตัว ยังไม่พอใจก็อัพเป็น 4G ไวกว่าเดิมอีกหลายขุม และแน่นอนว่า 5G ก็คงจะมาอีกในไม่ช้านี้ 14. ปัญญาประดิษฐ์ มันสมองกลที่เห็นได้ในปัจจุบันนี้ก็คงจะไม่พ้นผู้ช่วยในสมาร์ทโฟนอย่าง Siri, Google Now และ Cortana ที่มีความฉลาดพอตัว สามารถเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์สื่อได้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเหล่ามันสมองกลจะมีความคิดเทียบเท่ากับมนุษย์ได้อย่างแน่นอน 15. แกรฟีน แกรฟีนเป็นรูปแบบหนึ่งของผลึกคาร์บอน มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กมากถึง 100 เท่า โดยในปัจจุบันเป็นวัตถุดิบหายากมากๆ ซึ่งไม่แน่ในอนาคตอันใกล้นี้ มันอาจจะมาแทนที่เหล็กที่เราใช้กันในปัจจุบันก็เป็นได้ สิ่งที่เหมียวนำเสนอไปทั้ง 15 อย่างนี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่ช้าก็เร็ว เราอาจจะได้เห็นกันจนเป็นเรื่องปกติเลยล่ะ […]

Read More…

Hologram เทคโนโลยีจากหนังสู่โลกความเป็นจริง

เทคโนโลยีการสร้างภาพเสมือนในปัจจุบันมีความก้าวหน้า และใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกวัน หนึ่งในนั้นก็ คือ ฮอโลแกรม (Hologram) แต่ก็มีหลายคนตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเพียงแค่ของเล่น เพื่อสร้างความบันเทิง หรือเราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้จริงๆ ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมตัวอย่างมุมมองการประยุกต์ใช้โดยจะเน้นไปที่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง HoloLens ของไมโครซอฟต์ แต่ก่อนอื่นเรามาดูที่มาที่ไปกันก่อน Hologram (โฮโลแกรม) คือ รูปแบบของภาพที่สร้างขึ้นให้มีมิติ มีความลึกเหมือนนูนออกมา ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการที่เรียกว่า ฮอโลกราฟี (Holography) ซึ่งในสมัยก่อนเราจะเห็นเป็นลักษณะ 2 มิติ อย่างรูปในบัตรเครดิต แต่ปัจจุบันจะหมายความรวมถึงภาพโฮโลแกรมในลักษณะของแสง 3 มิติ ลอยตัวอยู่ สามารถมองได้รอบด้านเหมือนจะจับต้องได้ ที่เรียกว่า 3D Hologram เช่น ในหนัง Iron Man ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีมาได้สักพักแล้ว แต่องค์ประกอบต่างๆ ณ เวลานั้น ยังไม่พร้อมสำหรับการนำไปใช้งาน ทว่าในปัจจุบันทุกอย่างเริ่มเอื้อต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมไปถึงเทรนด์ในยุค 3D จึงทำให้การพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเรานำเทคโนโลยี 3 มิติ การเรนเดอร์ภาพเสมือนจริง พร้อมการทำแอนิเมชัน มารวมกันจะสามารถสร้างให้เกิดการนำเสนอแบบ 3 มิติ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างที่เราเริ่มใช้กันในปัจจุบัน เช่น AR (Augmented Reality), VR (Virtual Reality) หรือแม้กระทั่ง Hologram ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในการสื่อสารระหว่างกันได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเจอกระแสผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีภาพเสมือน เข้ามากระตุ้นความสนใจกันเป็นระยะ ตั้งแต่ Google Cardboard, Google Glass, Oculus, HTC Vive, Sony PlayStation VR พร้อมแอพพลิเคชันต่างๆ เช่น Augment, Layar, Sketchfab, Fuzor ฯลฯ ที่ใช้งานควบคู่กัน ซึ่งทางผู้เขียนได้มีโอกาสลองทั้ง Oculus และ HTC Vive แต่เทคโนโลยีก็ไปเร็วเหลือเกิน ยังไม่ทันจะใช้งานเป็น ล่าสุดเราก็มีเทคโนโลยีใหม่มาให้เห็นกันอีกจาก Microsoft ซึ่งได้ออกผลิตภัณฑ์แว่นตา HoloLens ที่จะทำให้โลกในภาพยนต์ที่เราเคยดูในสมัยเด็กๆ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในโลกความเป็นจริง สำหรับ HoloLens เป็นแว่นตาที่พัฒนาโดยความร่วมมือของ NASA และ Microsoft โดยสามารถแสดงผลเป็นภาพโฮโลแกรม 3 มิติ จากวัตถุในคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพจริงขึ้นมา Hologram มีประโยชน์อย่างไรกับงานของเรา? จริงๆ แล้วเทคโนโลยีนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าดูจากการประยุกต์ใช้แสดงให้เห็นว่ามันถูกสร้างมาเป็น Professional Platform สำหรับนักพัฒนาทั้งหลายที่จะใส่จินตนาการในการปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่จะสามารถนำเสนอผลิตกภัณฑ์ เห็นกระบวนการทำงานในแบบสมจริงก่อนที่จะนำไปผลิตเสียอีก พร้อมทลายข้อจำกัดต่างๆ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากในการขนส่ง ขั้นตอนการสาธิต หรือแม้กระทั่งเรื่องความปลอดภัย และที่สำคัญ HoloLens สามารถเชื่อมต่อกันได้ผ่าน Internet จึงทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานร่วมกันได้อีกด้วย สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้มีโอกาสเห็นในหนัง Sci-Fi อย่าง Star War ที่มีฉากการประชุมร่วมกันจากตัวแทนแต่ละดวงดาวผ่าน Hologram ซึ่งตอนนี้มันใกล้ความเป็นจริงเข้าไปทุกที เราสามารถใช้ Hologram ในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานออกแบบ วิศวกร เจ้าของผลิตภัณฑ์ และลูกค้า ที่จะแชร์ไอเดียร่วมกันในการพัฒนาสินค้า หรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านการศึกษาทางไกล งานด้านการแพทย์เพื่อแชร์ข้อมูลทางการแพทย์ร่วมกัน และอีกมากมายเกินกว่าที่จะจินตนาการได้หมด ทุกวันนี้เทคโนโลยีเริ่มวิ่งไปอย่างรวดเร็วโดยอาศัยการพัฒนาที่สัมพันธ์กันระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ก่อเกิดเป็นรูปแบบของแพลตฟอร์มใหม่ๆ ซึ่งการใช้งานจะไม่ได้อยู่ที่คนผลิตเทคโนโลยีเหล่านั้นอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของคนที่จะประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มเหล่านั้นในการต่อยอดความต้องการของตนเองออกไป ซึ่งความสำเร็จในยุคใหม่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก หากองค์กรของเราต้องการประสบความสำเร็จย่อมต้องปรับตัวให้เป็นองค์กรแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ […]

Read More…

8 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในอนาคต

เทคโนโลยี-4

อีกไม่นาน เทคโนโลยีจอแสดงผลอาจเปลี่ยนรูปโฉมไปอีกขั้นโดยมีการพัฒนาให้มีขนาดบางลง ถึงขนาดว่าสามารถม้วนพับเก็บไว้ได้ ขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นมาทดแทน เทคโนโลยีจอแสดงผลแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างจอแสดงผลแอลซีดีที่ยังมีข้อเสียตรงที่ใช้พลังงานมาก เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนแอลซีดีในวันข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แสดงผลฟิล์มบางอินทรีย์เปล่งแสง หรือ โอแอลอีดี (OLED: Organic light-emitting diode) และเทคโนโลยีที่เรียกว่าไบ-สเตเบิล ซึ่งเแม้แต่ในปัจจุบันก็มีออกมาให้เห็นบ้างแล้วทั้งในเครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นสื่อดิจิตอลเพื่อความบันเทิง เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล และโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะหรือสมาร์ทโฟน ข้อดีของจอแสดงผลแบบโอแอลอีดีคือ ใช้พลังงานน้อยกว่าจอแบบแอลซีดีในขนาดเท่าๆ กันสูงถึง 40% ทั้งยังบางกว่าเป็นเท่าตัว เนื่องจากไม่ต้องอาศัยการส่องแสงออกมาจากหลังภาพ ทั้งยังให้ภาพที่คมชัดกว่า ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลของซัมซุง   1. โทรศัพท์คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และไรน์คอม รวมถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นบางจากเคียวเซร่า นอกจากนี้ทางโซนี่คอร์ปอเรชั่นเองยังมีแผนจะทำตลาดจอทีวีขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีโอแอลอีดี ภายในปีนี้ด้วย แม้ในวงการสื่อสารไร้สายเทคโนโลยีโอแอลอีดีจะยังเพิ่งเริ่มแต่ในการพัฒนาจอแสดงผลรุ่นดังกล่าวเพื่อทำตลาดมีปรากฏให้เห็นบ้างในกลุ่มผู้ผลิตจอแสดงผล แบบแอลซีดี ทั้งซัมซุง เอสดีไอ และโซนี่จากการประเมินของบริษัทวิจัยด้านการตลาดไอซัพพลาย ตลาดสำหรับจอแสดงผลแบบโอแอลอีดี และแอลซีดีที่ใช้พลังงานน้อยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยคาดว่าจนถึงปีพ.ศ. 2555 อาจมียอดขายมากถึง 24,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 27% เทียบกับยอดขายในปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     2. ไอเดียรถยนต์สปอร์ต 3 ล้อ แห่งปี 2020 จาก Peugeot Velocite นี่เป็นไอเดีย Concept Car จาก Peugeot Velocite ซึ่งออกแบบโดย Juan Calos โดยเขาได้ออกแบบรถยนต์ Peugeot สำหรับอนาคตในปี 2020 ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ Sport 3 ล้อที่เขาได้ไอเดียมาจากรถมอเตอร์ไซต์ โดยตัวเครื่องยนต์จะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Low-Resistance Electric Motor ซึ่งปราศจากไอเสียและเมื่อรถวิ่งลงเขาก็จะสามารถชาร์จพลังงานให้กับรถได้อีกด้วย   3. ไอเดียคอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคตในปี 2020 จาก Sony Nextep Computer ไอเดียคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตจาก Sony Nextep Computer โดยในปี 2020 เราจะมีคอมพิวเตอร์ที่มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นด้วยหน้าจอ OLED Touchscreen มีเทคโนโลยี Holographic Projector, Pull-Out Extra Keyboard และที่สำคัญมันจะอยู่บนข้อมือของคุณด้วย ไอเดียนี้อีก 10 ปีข้างหน้าคงได้เห็นกัน     4.คอมพิวเตอร์ผสมกับโคมไฟตั้งโต๊ะ (Computer Table Lamp Concept) จากรูป มองดูแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร? แต่แท้ที่จริงมันเป็นแนวคิดคอมพิวเตอร์ในอนาคต มองไปที่ด้านบนจะเห็นช่องใส่แผ่นซีดีรอม ควบคุมการทำงานด้วยจอแสดงผลแบบสัมพัส และมีพอร์ตเพื่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ คอนเซ็ปต์ของมันก็คือเป็น Media Center ที่มีทั้ง เครื่องเล่นดีวีดี อัลบัมภาพ เครื่องเสียง ทีวี และอินเตอร์เน็ต สามารถนำไปวางไว้ในห้องรับแขก เพื่อใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งในบ้านได้     5. เครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด(Ultracompact Digital Projector) เครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด (Ultracompact Digital Projector) Samsung ร่วมกับ Teague นำเสนอเครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด ออกแบบมาสำหรับการประชุมทางไกลผ่านกล้องวีดีโอ สามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเทคโนโลยี Laser Diode ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้หลายอย่าง มีการเชื่อมต่อไร้สาย และใช้งานอีเมล์     6. กล้องถ่ายดีวีดี (DVD Camcorder Concept) กล้องถ่ายดีวีดี (DVD Camcorder Concept) กล้อง บันทึกดีวีดีถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก และมีรูปทรงที่ต่างไปจากกล้องถ่ายวีดีโอในปัจจุบัน ด้วยรูปทรงของมันทำให้สามารถปรับหมุนเลนส์กล้องได้ 360 องศา นับเป็นการปฏิวัติกล้องถ่ายวีดีโอครั้งใหญ่เลยทีเดียว       7. เครื่องเล่นเกมส์ Playstation 3 เครื่องเล่นเกมส์ Playstation3 ออกแบบมาในรูปทรงแท่งสี่เหลี่ยมโค้งมน เน้นวัสดุที่ทำเหมือนโลหะ ทำให้ตัวเครื่องดูสวยเฉียบทีเดียว           8. แนวคิดรถยนต์ในอนาคตจากนิสสัน แนวคิดรถยนต์ในอนาคตจากนิสสัน ออกแบบมาสำหรับนักวิทบาศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักโบราณคดี หรือนักผจญภัย รถยนต์ “Nissan 4×4 Terranaut” คันนี้มีห้องโดยสารทรงกลม ที่นั่งคนขับปรับหมุนได้ 360 องศา น่าเสียดายที่เบาะสำหรับผู้โดยสารมีเพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น […]

Read More…

เทคโนโลยการแพทย์ที่จะมาเขย่าวงการสุขภาพภายในปี 2020

การแพทย์

วงการสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ถูกคาดหวังว่าจะมี อนาคตที่ยาวไกลในเชิงของการช่วยวินิจฉัยโรค การรักษา การดูแลทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ป่วย เทคโนโลยีในอนาคตเหล่านี้มีศักยภาพสูงในการพลิกโฉมวงการการแพทย์และสุขภาพ 1. ปัญญาประดิษฐ์ กับวงการแพทย์ “จะมีอัตราการเติบโต 42% และจะมีมูลค่าสูงถึง 6.6 พันล้านในปี 2021” เป้าหมายของ AI ในวงการสุขภาพ คือการพัฒนาการรักษา และดูแลผู้ป่วยโดยการช่วยแพทย์เวชปฏิบัติในการใช้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งระบบได้ทำการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและจดจำข้อมูลไว้แล้ว ทำให้สามารถนำเสนอการรักษาที่ดีเยี่ยมสู่ผู้ป่วยได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการบริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยได้แบบ real-time ทันที ที่มีความความต้องการ ทั้งยังเป็นข้อมูลคุณภาพจากแหล่งข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์ทางการแพทย์ (EHRs) ด้วย คาดกันว่าตลาดของ AI ที่เกี่ยวเนื่องกับวงการสุขภาพจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลกด้วยอัตรา การเติบโตที่สูงถึง 42% ไปจนถึงปี 2021 ประสิทธิภาพการรักษาที่ดีเยี่ยม, ค่าใช้จ่ายที่ลดลง, กำจัดขั้นตอนฟุ่มเฟือยเพื่อให้กระแสงานในโรงพยาบาลหมุนเวียนง่ายขึ้น, และแผนการรักษาแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาด AI ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการสุขภาพ AI ช่วยพัฒนาการเข้าถึงและวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยความช่วยเหลือของระบบประมวลผลภาพดิจิทัล, การจดจำแบบแผน, และการเรียนรู้ของเครื่องจักรบน AI แพลตฟอร์ม 2. ภูมิคุ้มกันบำบัด กำลังเติบโตที่อัตราสูงถึง 139% “ภูมิคุ้มกันบำบัด” เอื้อประโยชน์ในการรักษาโดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการรับมือกับมะเร็ง ทั้งยังมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย มันช่วยสร้างมิติใหม่ทั้งในแง่ของการ ยืดอายุผู้ป่วยรายคนให้ยาวนานขึ้นและการช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งไฝ ที่ถือเป็นความต้องการสำคัญทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนองแถมมีทางเลือกในการรักษาที่จำกัด ในแต่ละปีมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งไฝมากกว่า 160,000 รายทั่วโลก และมียอดผู้เสียชีวิตรายปีสูงถึง 40,000 ราย ความหวังของวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของมันเมื่อถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยในวงกว้าง เมื่ออัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในเชิงมะเร็งวิทยาเป็นที่ตระหนัก ศักยภาพของมันจะเพิ่มขึ้นแบบ ทวีคูณ ขณะที่ตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับครองตำแหน่งประเด็นสนทนายอดนิยมในแวดวงการแพทย์ วิธีการรักษาอื่นๆ ที่ดูมีความหวังได้แก่ การปลูกสร้างแบบใหม่ระดับโมเลกุล เช่น การดัดแปลงโมเลกุลรับสัญญาณให้เป็นแบบลูกผสม (CARs), การผสมผสานวิทยาการรักษาด้วยยาเก่าและใหม่, ตลอดจนการ ปรับเกณฑ์การให้ยาและวัคซีน ตลาดของตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับมีมูลค่า 3 พันล้านเหรียญในปี 2015 และคาดว่าจะแตะ 21.1 พันล้านเหรียญภายในปี 2020 กล่าวได้ว่ามีอัตรการเติบโตสูงถึง 139% 3. การตรวจพิสูจน์ของเหลว : ศักยภาพในการจับตาดูมะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย การตรวจพิสูจน์ของเหลว (Liquid Biopsy) สามารถสกัดเซลล์มะเร็งออกจากตัวอย่างเลือดธรรมดาๆ ได้ และมีศักยภาพ ที่จะปฏิวัติการรักษาโดยการติดตามดูเซลล์มะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย ปัจจุบันการตรวจชิ้นเนื้อซ้ำหลายๆ รอบคือสิ่งจำเป็นในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อร้าย และนับเป็นความท้าทายอย่างมากต่อร่างกาย ของผู้ป่วย การตรวจพิสูจน์ของเหลวสร้างโอกาสที่แสนหอมหวานในการลงทุนให้กับธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยโรค โดยการมุ่งเน้นไปที่ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น ดีเอ็นเอและเซลล์มะเร็ง ได้เปิดโลกใหม่ที่ทำให้ การติดตามเฝ้าดูเนื้อร้ายกลายเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงกับร่างกายอีกต่อไป คาดกันว่าภายในเวลาประมาณ 2 ปี การตรวจพิสูจน์ของเหลวจะกลายมาเป็นส่วนเสริมที่สำคัญให้กับการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ เทคโนโลยีนี้ได้รับ การพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกว่ามาก และสามารถตรวจจับอาการทรุดของโรคได้ก่อนการทำซีทีสแกน เสียอีก หัวใจของมันคือการที่แพทย์สามารถตรวจมะเร็งได้โดยไม่ต้อง “เข้าถึงตัวมะเร็ง” ซึ่งตรงนี้เองคือ จุดสำคัญที่ต่างจากการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ 4. ยีนดัดแปลง CRISPR/Cas9 : วิธีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆ จะต้องหยุดชะงัก CRISPR/Cas9 คือเทคนิคการตัดต่อยีนซึ่งสามารถแก้ไขความบกพร่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำตรงจุดใน ระดับดีเอ็นเอ แถมยังวางใจได้และมีประสิทธิภาพในเชิงราคาด้วย ในระยะเวลาสั้นๆ มันได้เข้ามากุม ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการวิจัยและพัฒนาวิทยาการ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับวิทยาศาสตร์ชีวภาพในส่วนตลาดที่สำคัญทั่วโลก เทคนิคนี้ถูกปล่อยออกมาในวงการวิจัยครั้งแรกในปี 2014 และหลายองค์กรต่างแห่กันนำมันมาใช้เพื่อผลิตเครื่องมือวิจัยและพัฒนาการรักษาโรค Sangamo Biosciences คือบริษัทที่นำหนึ่งในเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้สร้างผลงานมากที่สุด อย่างเช่นการใช้นิวเคลียส วิศวกรรม Zinc Finger Nucleases เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาโรคที่ถึงขั้นนำมาใช้กับมนุษย์ได้ ส่วนบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น startup น้องใหม่ CRISPR Therapeutics และ Editas Medicine โฟกัสไปที่ CRISPR และได้รับเงินระดมทุนหลายล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การดัดแปลงยีนเพื่อนำมาใช้รักษาโรคในมนุษย์จะแย่งไฟบนเวทีไปครองได้สำเร็จแต่ในวงการอื่นๆ อันได้แก่ เกษตรกรรมและสารเคมีพิเศษ ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลกว่าผลวิจัยที่มีอยู่ในท้องตลาดแล้ว การตัดแต่งยีนมอบโอกาสให้พวกเขาสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ปรับคุณสมบัติที่สำคัญของพืชไร่และสัตว์ เพิ่มผลผลิตและคุณค่าเชิงสารอาหารของพืช สร้างพันธุ์พืชไร่ที่ทนต่อโรค แมลงศัตรูพืช หรือความสุดขั้วของสภาพอากาศ เพิ่มความทนทานของสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ให้สามารถทนต่อโรค และมีคุณสมบัติด้านสารอาหารที่ดีขึ้น บทวิเคราะห์จากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติมีการกล่าวถึง CRISPR/Cas9 ตั้งแต่ปี 2013 มาจนถึงปี 2015 ว่าเทคโนโลยีการตัดต่อยีนดังกล่าวนี้มีอัตราการเติบโต อย่างมหาศาล ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2014 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 เท่า และจากปี 2014 ถึง 2015 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 3 เท่า ผู้ใช้สุดท้ายที่นำ CRISPR/Cas9 มาใช้ไม่ได้มีเพียงแค่นักวิจัย สายวิชาการเท่านั้นเนื่องจากมันส่งผลสำคัญต่อวิทยาการรักษาโรคด้วย เทคโนโลยีนี้เอาชนะความท้าทาย หลายอย่างโดยใช้ RNAi, TALENs และ ZFN เป็นเครื่องมือตัดต่อจีโนม และดูมีความเป็นไปได้มากที่ มูลค่าของมันในตลาดจะไต่ขึ้นสูงถึงหลายร้อยล้านเหรียญภายในไม่กี่ปีข้างหน้า 5. เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ : ตัวพลิกเกมแห่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและอวัยวะ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมีศักยภาพมากในวงการสุขภาพเพราะคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับ ตัวบุคคลได้ของมัน การพิมพ์ 3 มิติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับบุคคลได้จะช่วยลดเวลาในการผ่าตัดและ ค่าใช้จ่ายในการรักษาลงอย่างฮวบฮาบ ในปัจจุบันเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางที่สุด ในการพิมพ์โครงเลี้ยงเซลล์, กระดูกเทียม (สำหรับการผ่าตัดใส่กระดูกเทียม), และเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างเช่น ฟันปลอม หรือเครื่องช่วยฟัง ส่วนตัวพลิกเกมในวงการการพิมพ์ 3 มิติในอนาคตน่าจะเป็นการ พิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ตับ หัวใจ หู มือ ตา หรือการสร้างหน่วยเนื้อเยื่อที่เล็กที่สุดที่สามารถ […]

Read More…