มองอนาคตการแพทย์เมื่อโลกเข้าถึงเทคโนโลยีพิมพ์อวัยวะ

มองอนาคตการแพทย์เมื่อโลกเข้าถึงเทคโนโลยีพิมพ์อวัยวะ1

โลกของการแพทย์จะเปลี่ยนไปแบบไหน เมื่อวันหนึ่งเราเข้าถึงเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะ ที่ไม่ใช่เพียงอวัยวะเทียมแต่เป็นอวัยวะที่เป็นเลือดเนื้อได้จริงๆ มองโลกอนาคตเมื่อความสำเร็จนั้นมาถึงกับ “ศ.ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ” อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ และราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ผู้รักการอ่านวารสารงานวิจัย “ผมว่าอีกสักประมาณ 50 ปีข้างหน้า มนุษย์เราจะเป็นอมตะ ไม่ใช่เพราะมีเวทมนต์คาถาอะไรนะ แต่เป็นเพราะเราจะมีเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติที่ทันสมัย แล้วอีกหน่อยหมอแบบผมก็จะตกงาน เพราะไม่ต้องรักษาคนไข้แล้ว ใช้วิธีเปลี่ยนอวัยวะแทน” ศ.ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจของโรงพยาบาลศิริราชพยาบาล กล่าวอย่างกระฉับกระเฉงแม้วัยจะล่วงเลยถึง 84 ปี ทว่ากำลังวังชาและการทำงานที่คล่องแคล่วของ “หมอสมชัย” ยังดูไม่ต่างกับหนุ่มใหญ่วัย 50 ปีปลายๆ หมอสมชัย เท้าความให้ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ฟังว่า เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ความจริงนั้นได้เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่เมื่อ 200 ปีก่อนตั้งแต่สมัย อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับ สมัยนั้นนักวิทยาศาสตร์พยายามถ่ายภาพวัตถุชิ้นหนึ่งด้วยกล้องในหลายมุม หลากมิติ แล้วนำมาซ้อนกันจนเกิดเป็นภาพ 3 มิติ ก่อนจะถูกพัฒนาเรื่อยมาจนมีเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท3 มิติ ที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์หมึกในกระดาษทั่วไป แต่ถูกพัฒนาให้ล้ำไปอีกขั้นด้วยการใช้พอลิมอร์หรือพลาสติกแทนน้ำหมึกฉีดพ่นขึ้นรูปวัสดุตามที่คอมพิวเตอร์สั่งการจนเกิดเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบันทั้งส่วนต่างๆ ตั้งแต่บานประตูบ้าน ของเล่น หรือแม้แต่ชิ้นส่วนรถยนต์ ด้วยผลลัพธ์ปลายทางที่หลากหลาย ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงมีผู้สนใจคิดทำอวัยวะเทียมจากการพิมพ์ระบบ 3 มิติขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ ทำให้เกิดอวัยวะที่มีชีวิตชิ้นใหม่ขึ้นสำหรับเปลี่ยนหรือใส่ทดแทนอวัยวะเดิมในร่างกาย จากการเก็บรายละเอียดตามสภาพอวัยวะจริงของบุคคลนั้น แล้วประมวลภาพโดยใช้ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาขึ้นแล้วนำมาต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยอาศัยหลักการพิมพ์ 2 มิติของการพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท แต่ต่างกันที่วัสดุพิมพ์จะใช้เป็นไฮโดรเจล, สารชีวมวล, เซลล์ต้นกำเนิด หรือเซลล์อวัยวะจากบุคคลนั้นๆ หมอสมชัยให้ความเห้นว่า เทคโนโลยีดังกล่าวน่าจะได้ผลดีกว่าการรับอวัยวะจากบุคคลอื่นที่ใช้ในปัจจุบันด้วย เพราะจะไม่มีปัญหาอวัยวะเข้ากันไม่ได้จากการทำงานของภูมิคุ้มกัน เนื่องจากการอวัยวะ 3 มิติจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ในร่างกายของผู้นั้นเอง จากการตัดชิ้นเนื้อส่วนดีจากอวัยวะที่บกพร่องของผู้ป่วยเพียงเล็กน้อยมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนได้ปริมาณเซลล์ที่มากขึ้น แล้วจึงนำเซลล์ อาหารเลี้ยงเซลล์ และไฮโดรเจลมาบรรจุในเครื่องพิมพ์ ก่อนฉีดให้เป็นรูปร่างอวัยวะตามที่กำหนดไว้ ปัจจุบันมีการทดลองและบทความวิชาการเกี่ยวกับการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 125 บทความ ตัวอย่างบทความวิชาการเกี่ยวกับการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติที่หมอสมชัยสืบค้น มีตั้งแต่ผลงานตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2542 ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหังหู่ในจังหวัดเจ้อเจียงตะวันออก สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งริเริ่มใช้สารผสมธรรมชาติเพื่อการพิมพ์ชีวภาพ เช่น โซดียมแอลจีเนตเพื่อพิมพ์เป็นชิ้นกระดูกอ่อนหู เซลล์ตับ เซลล์ไตและหลอดเลือด หรืองานวิจัยในปี 2545ของธอมัส โบแลนด์ แห่งมหาวิทยาลัยเคลมสัน สหรัฐฯ สามารถสร้างไต 3 มิติขนาดย่อส่วนได้ และในปี 2546 เขาได้จดสิทธิบัตรการพิมพ์เซลล์โดยวิธีพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทแล้วฉีดลงบนพื้นรองรับ 3 มิติ หลังจากนั้นก็ได้มีการคิดค้นวัสดุที่มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ และเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเป็นลำดับจากงานวิจัยของ ศ.การ์เบอร์ ฟอร์แกกซ์ (Prefessor.Gabor Forgacs) มหาวิทยาลัยมิสซูรี สหรัฐฯ จนเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมาบริษัท เลเยอร์ไวส์ ในเบลเยียม และบริษัท ซิลลอกส์ ในเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการพิมพ์ 3 มิติทางการแพทย์และทันตกรรมได้สร้างขากรรไกรล่าง 3 มิติใส่ให้ผู้ป่วยได้สำเร็จ อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น บริษัท ออกซ์ฟอร์ตเพอร์ฟอร์มานซ์แมททรีเรียลยังได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ให้พิมพ์กะโหลก 3 มิติ เพื่อใส่แทนกะโหลกศรีษะมนุษย์ด้วย และล่าสุดในปี 2558 นี้ บริษัท ซินเดเวอร์ ในสหรัฐฯ ได้สร้างหุ่นร่างกายมนุษย์สังเคราะห์ ซึ่งมีทั้งการหายใจและการเต้นของหัวใจที่เหมือนมนุษย์มีชีวิตได้สำเร็จ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการแพทย์ “ในทัศนะของผมการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติมีบทบาทต่อวงการแพทย์ได้ค่อนข้างมากทีเดียวเพราะอวัยวะชิ้นที่ทำขึ้นจะเหมือนกับของจริงทุกประการ สมมติว่าคุณต้องผ่าหัวใจซึ่งมีความเสี่ยงมากในวันพรุ่งนี้ แพทย์ก็สามารถสร้างหัวใจของคุณจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติออกมาสำหรับซ้อมผ่าตัดก่อนได้ เป็นการลดความเสี่ยงแบบที่เห็นได้ชัดที่สุด” หมอสมชัยมองอนาคตของการพิมพ์อวัยวะ หมอสมชัย ยังระบุอีกว่าการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติจะเป็นการยกระดับการเรียนการสอนของวงการแพทย์ให้พัฒนาไปอีกขั้น เพราะนักเรียนแพทย์จะได้ฝึกกับชิ้นส่วนที่เหมือนกับของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ เพราะบางครั้งการฝึกกับอาจารย์ใหญ่หรือร่างที่เสียชีวิตและผ่านกระบวนการรักษาสภาพมาเป็นเวลานานก็ให้ภาพที่ไม่เหมือนจริงมากนัก และที่สำคัญหุ่นสังเคราะห์ที่ได้จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนอาจารย์ใหญ่ของนักเรียนแพทย์ในบางประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศนับถืออิสลาม เพราะธรรมเนียมศาสนาไม่อนุญาตให้บริจาคร่างกาย นอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์ต่อวงการเภสัชศาสตร์ด้วย เพราะอวัยวะ 3 มิติที่สร้างขึ้นจากเซลล์เฉพาะบุคคลย่อมตอบสนองต่อยาได้เช่นเดียวกับเซลล์ในร่างกาย การทดสอบยาโดยตรงกับเซลล์จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก และถ้าทำได้จริงผู้ป่วยคนนั้นๆ ก็จะได้รับยาที่ถูกต้องตรงกับอาการและหายขาดได้ภายในเร็ววัน ไม่ต้องกินยาเกินความจำเป็นซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจและภาวะสาธารณสุขในระยะยาว “มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศเรา แต่เป็นเรื่องเก่าสำหรับฝรั่งและจีนเพราะเขาซุ่มทำแบบเงียบๆ มาระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่แปลกที่เราจะไม่เคยได้ยิน เพราะผมก็ได้ฟังมาจากการบรรยายของคนวงในเมื่อไม่นานมานี้ จนสนใจแล้วกลับมาค้นคว้าเพิ่มเองจึงได้รู้ว่าขณะนี้หลายประเทศเริ่มออกตัวไปแล้ว แล้วก็ทำสำเร็จบ้างแล้ว แต่อวัยวะทั้งชิ้นที่ทำงานได้ภายในร่างกายยังไม่มีประเทศไหนทำสำเร็จเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เงินวิจัยเป็นจำนวนมหาศาล แต่ผมก็เชื่อว่าภายใน 10-50 ปีนี้จะต้องสำเร็จได้สักวัน และผู้ที่จะเป็นยักษ์ใหญ่สำหรับวงการนี้คงหนีไม่พ้นจีนกับสหรัฐฯ อย่างแน่นอน” หมอสมชัยระบุ ส่วนปัญหาหลักที่ทำให้การวิจัยเพื่อผลิตอวัยวะ 3 มิติยังคงติดขัดมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ ประการแรกคือหลอดเลือดและเส้นเลือด เป็นส่วนที่มีความเปราะบางและซับซ้อน อีกประการคือความยากในการรักษาอวัยวะชิ้นนั้นให้มีชีวิตอยู่ยาวนานโดยไม่เสื่อมสลาย ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จจริงจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติยังจะทำให้คนบนโลกมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพราะสามารถเปลี่ยนอวัยวะชิ้นใหม่ได้หากมีอาการเจ็บป่วยหรือเสื่อมสภาพตามอายุขัย “ใครที่บอกว่าอยากจะเป็นอมตะ น่าจะได้เป็นจริงๆ ในอีกประมาณ 50 ปีข้างหน้า และหมออย่างผมก็อาจจะตกงานด้วยเพราะทุกคนหันไปหานายช่าง ให้ถ่ายเปลี่ยนอวัยวะ หานักชีววิทยาให้ช่วยต่อเส้นประสาท เส้นเลือด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอย่าลืมว่าในแต่ละคนมีอายุขัยที่ถูกกำหนดด้วยการตายของเซลล์ และการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติก็ไม่สามารถแก้ไขโรคที่มีมาแต่กำเนิดหรือโรคทางพันธุกรรมได้ ทำให้เราต้องย้อนกลับไปถึงศาสตร์การบำบัดยีน (Gene Therapy) การเก็บน้ำคร่ำ เก็บรก เพื่อเก็บเซลล์ต้นกำเนิดด้วย และอีกอย่างการพิมพ์ 3 มิติก็มีราคาสูงมาก อย่างหุ่นอาจารย์ใหญ่ที่สร้างขึ้น 1 ร่างก็มีราคาสูงถึง 54,000 ปอนด์สเตอริงก์ หรือ ประมาณ 3 ล้านบาท” หมอสมชัยกล่าว […]

Read More…

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์

มนุษย์ต้องการดำรงชีพอยู่ในสังคมต่อไปเรื่อยๆ ทำให้มนุษย์คิดค้นวิธีการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างยืนยาวที่สุด ทำให้ทางการแพทย์จำเป็นต้องคิดค้นเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ และสำหรับเทคโนโลยีที่ได้ก้าวหน้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ 1. สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกชนิด สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในประเทศไทยได้มีการสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์มา 6-7 ปีแล้ว และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้หลายชนิด รวมทั้งเริ่มมีการนำมาใช้รักษาจริง 2. interferon beta เป็นสารอย่างหนึ่งที่พบได้ในร่างกายเราเอง มีฤทธิ์ยับยั้งการโจมตีปลอกหุ้มเส้นประสาทของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมาก 3.วัคซีนสำหรับอัลไซเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากประเทศแคนาดาได้พัฒนาวัคซีนที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาการสูญเสียความทรงจำ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านสารก่อโรค ผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์บางส่วนมีการตอบสนองต่อวัคซีนมีความจำที่ดีขึ้น 4. ยาต้านมะเร็งอัจฉริยะ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบยามะเร็งตระกูลใหม่ที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะเจาะจงเปรียบเหมือนกับจรวดนำวิถีที่ล็อคเป้าหมายให้ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยาเหล่านี้ได้แก่ Imatinib และ gefitinib ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก 5. หัวใจเทียมเสมือนจริง หัวใจเทียมนี้ คือ AbioCor โดยบริษัท Abiomed ออกแบบและวิจัยพัฒนามากว่า 30 ปี AbioCor เป็นหัวใจเทียมที่ผลิตจากไททาเนียมและพลาสติกชนิดพิเศษ ได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังปอดและส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้เหมือนกับหัวใจจริง 6. ยาเพิ่ม HDL เป็นโคเลสเตอรอลชนิดดีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ในผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงจะพบว่ามีโคเลสเตอรอลชนิดร้าย คือ แอลดีแอล มหาวิทยาลัยทัฟทส์ได้ค้นพบยาใหม่ที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ ยานี้คือ torcetrapib ที่สามารถกระตุ้นให้ระดับเอชดีแอลเพิ่มขึ้นได้ถึงสองเท่า และยังช่วยลดระดับแอลดีแอลได้ด้วย ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการแพทย์ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ และอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งต้องอาศัยเงินจำนวนมาก […]

Read More…

เทคโนโลยการแพทย์ที่จะมาเขย่าวงการสุขภาพภายในปี 2020

การแพทย์

วงการสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ถูกคาดหวังว่าจะมี อนาคตที่ยาวไกลในเชิงของการช่วยวินิจฉัยโรค การรักษา การดูแลทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ป่วย เทคโนโลยีในอนาคตเหล่านี้มีศักยภาพสูงในการพลิกโฉมวงการการแพทย์และสุขภาพ 1. ปัญญาประดิษฐ์ กับวงการแพทย์ “จะมีอัตราการเติบโต 42% และจะมีมูลค่าสูงถึง 6.6 พันล้านในปี 2021” เป้าหมายของ AI ในวงการสุขภาพ คือการพัฒนาการรักษา และดูแลผู้ป่วยโดยการช่วยแพทย์เวชปฏิบัติในการใช้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งระบบได้ทำการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและจดจำข้อมูลไว้แล้ว ทำให้สามารถนำเสนอการรักษาที่ดีเยี่ยมสู่ผู้ป่วยได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการบริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยได้แบบ real-time ทันที ที่มีความความต้องการ ทั้งยังเป็นข้อมูลคุณภาพจากแหล่งข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์ทางการแพทย์ (EHRs) ด้วย คาดกันว่าตลาดของ AI ที่เกี่ยวเนื่องกับวงการสุขภาพจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลกด้วยอัตรา การเติบโตที่สูงถึง 42% ไปจนถึงปี 2021 ประสิทธิภาพการรักษาที่ดีเยี่ยม, ค่าใช้จ่ายที่ลดลง, กำจัดขั้นตอนฟุ่มเฟือยเพื่อให้กระแสงานในโรงพยาบาลหมุนเวียนง่ายขึ้น, และแผนการรักษาแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาด AI ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการสุขภาพ AI ช่วยพัฒนาการเข้าถึงและวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยความช่วยเหลือของระบบประมวลผลภาพดิจิทัล, การจดจำแบบแผน, และการเรียนรู้ของเครื่องจักรบน AI แพลตฟอร์ม 2. ภูมิคุ้มกันบำบัด กำลังเติบโตที่อัตราสูงถึง 139% “ภูมิคุ้มกันบำบัด” เอื้อประโยชน์ในการรักษาโดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการรับมือกับมะเร็ง ทั้งยังมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย มันช่วยสร้างมิติใหม่ทั้งในแง่ของการ ยืดอายุผู้ป่วยรายคนให้ยาวนานขึ้นและการช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งไฝ ที่ถือเป็นความต้องการสำคัญทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนองแถมมีทางเลือกในการรักษาที่จำกัด ในแต่ละปีมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งไฝมากกว่า 160,000 รายทั่วโลก และมียอดผู้เสียชีวิตรายปีสูงถึง 40,000 ราย ความหวังของวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของมันเมื่อถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยในวงกว้าง เมื่ออัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในเชิงมะเร็งวิทยาเป็นที่ตระหนัก ศักยภาพของมันจะเพิ่มขึ้นแบบ ทวีคูณ ขณะที่ตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับครองตำแหน่งประเด็นสนทนายอดนิยมในแวดวงการแพทย์ วิธีการรักษาอื่นๆ ที่ดูมีความหวังได้แก่ การปลูกสร้างแบบใหม่ระดับโมเลกุล เช่น การดัดแปลงโมเลกุลรับสัญญาณให้เป็นแบบลูกผสม (CARs), การผสมผสานวิทยาการรักษาด้วยยาเก่าและใหม่, ตลอดจนการ ปรับเกณฑ์การให้ยาและวัคซีน ตลาดของตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับมีมูลค่า 3 พันล้านเหรียญในปี 2015 และคาดว่าจะแตะ 21.1 พันล้านเหรียญภายในปี 2020 กล่าวได้ว่ามีอัตรการเติบโตสูงถึง 139% 3. การตรวจพิสูจน์ของเหลว : ศักยภาพในการจับตาดูมะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย การตรวจพิสูจน์ของเหลว (Liquid Biopsy) สามารถสกัดเซลล์มะเร็งออกจากตัวอย่างเลือดธรรมดาๆ ได้ และมีศักยภาพ ที่จะปฏิวัติการรักษาโดยการติดตามดูเซลล์มะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย ปัจจุบันการตรวจชิ้นเนื้อซ้ำหลายๆ รอบคือสิ่งจำเป็นในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อร้าย และนับเป็นความท้าทายอย่างมากต่อร่างกาย ของผู้ป่วย การตรวจพิสูจน์ของเหลวสร้างโอกาสที่แสนหอมหวานในการลงทุนให้กับธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยโรค โดยการมุ่งเน้นไปที่ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น ดีเอ็นเอและเซลล์มะเร็ง ได้เปิดโลกใหม่ที่ทำให้ การติดตามเฝ้าดูเนื้อร้ายกลายเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงกับร่างกายอีกต่อไป คาดกันว่าภายในเวลาประมาณ 2 ปี การตรวจพิสูจน์ของเหลวจะกลายมาเป็นส่วนเสริมที่สำคัญให้กับการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ เทคโนโลยีนี้ได้รับ การพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกว่ามาก และสามารถตรวจจับอาการทรุดของโรคได้ก่อนการทำซีทีสแกน เสียอีก หัวใจของมันคือการที่แพทย์สามารถตรวจมะเร็งได้โดยไม่ต้อง “เข้าถึงตัวมะเร็ง” ซึ่งตรงนี้เองคือ จุดสำคัญที่ต่างจากการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ 4. ยีนดัดแปลง CRISPR/Cas9 : วิธีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆ จะต้องหยุดชะงัก CRISPR/Cas9 คือเทคนิคการตัดต่อยีนซึ่งสามารถแก้ไขความบกพร่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำตรงจุดใน ระดับดีเอ็นเอ แถมยังวางใจได้และมีประสิทธิภาพในเชิงราคาด้วย ในระยะเวลาสั้นๆ มันได้เข้ามากุม ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการวิจัยและพัฒนาวิทยาการ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับวิทยาศาสตร์ชีวภาพในส่วนตลาดที่สำคัญทั่วโลก เทคนิคนี้ถูกปล่อยออกมาในวงการวิจัยครั้งแรกในปี 2014 และหลายองค์กรต่างแห่กันนำมันมาใช้เพื่อผลิตเครื่องมือวิจัยและพัฒนาการรักษาโรค Sangamo Biosciences คือบริษัทที่นำหนึ่งในเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้สร้างผลงานมากที่สุด อย่างเช่นการใช้นิวเคลียส วิศวกรรม Zinc Finger Nucleases เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาโรคที่ถึงขั้นนำมาใช้กับมนุษย์ได้ ส่วนบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น startup น้องใหม่ CRISPR Therapeutics และ Editas Medicine โฟกัสไปที่ CRISPR และได้รับเงินระดมทุนหลายล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การดัดแปลงยีนเพื่อนำมาใช้รักษาโรคในมนุษย์จะแย่งไฟบนเวทีไปครองได้สำเร็จแต่ในวงการอื่นๆ อันได้แก่ เกษตรกรรมและสารเคมีพิเศษ ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลกว่าผลวิจัยที่มีอยู่ในท้องตลาดแล้ว การตัดแต่งยีนมอบโอกาสให้พวกเขาสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ปรับคุณสมบัติที่สำคัญของพืชไร่และสัตว์ เพิ่มผลผลิตและคุณค่าเชิงสารอาหารของพืช สร้างพันธุ์พืชไร่ที่ทนต่อโรค แมลงศัตรูพืช หรือความสุดขั้วของสภาพอากาศ เพิ่มความทนทานของสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ให้สามารถทนต่อโรค และมีคุณสมบัติด้านสารอาหารที่ดีขึ้น บทวิเคราะห์จากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติมีการกล่าวถึง CRISPR/Cas9 ตั้งแต่ปี 2013 มาจนถึงปี 2015 ว่าเทคโนโลยีการตัดต่อยีนดังกล่าวนี้มีอัตราการเติบโต อย่างมหาศาล ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2014 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 เท่า และจากปี 2014 ถึง 2015 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 3 เท่า ผู้ใช้สุดท้ายที่นำ CRISPR/Cas9 มาใช้ไม่ได้มีเพียงแค่นักวิจัย สายวิชาการเท่านั้นเนื่องจากมันส่งผลสำคัญต่อวิทยาการรักษาโรคด้วย เทคโนโลยีนี้เอาชนะความท้าทาย หลายอย่างโดยใช้ RNAi, TALENs และ ZFN เป็นเครื่องมือตัดต่อจีโนม และดูมีความเป็นไปได้มากที่ มูลค่าของมันในตลาดจะไต่ขึ้นสูงถึงหลายร้อยล้านเหรียญภายในไม่กี่ปีข้างหน้า 5. เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ : ตัวพลิกเกมแห่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและอวัยวะ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมีศักยภาพมากในวงการสุขภาพเพราะคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับ ตัวบุคคลได้ของมัน การพิมพ์ 3 มิติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับบุคคลได้จะช่วยลดเวลาในการผ่าตัดและ ค่าใช้จ่ายในการรักษาลงอย่างฮวบฮาบ ในปัจจุบันเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางที่สุด ในการพิมพ์โครงเลี้ยงเซลล์, กระดูกเทียม (สำหรับการผ่าตัดใส่กระดูกเทียม), และเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างเช่น ฟันปลอม หรือเครื่องช่วยฟัง ส่วนตัวพลิกเกมในวงการการพิมพ์ 3 มิติในอนาคตน่าจะเป็นการ พิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ตับ หัวใจ หู มือ ตา หรือการสร้างหน่วยเนื้อเยื่อที่เล็กที่สุดที่สามารถ […]

Read More…