หนุ่มเลี้ยงไก่ชนน้อยใจเมีย ผูกคอดับในตู้เสื้อผ้า

หนุ่มเลี้ยงไก่ชนน้อยใจเมีย ผูกคอดับในตู้เสื้อผ้า

ร.ต.อ.กิตติศักดิ์ จันสี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ป่าโมก ได้รับแจ้งเหตุมีชายผูกคอเสียชีวิตในตู้เสื้อผ้า ภายในบ้านเลขที่ 17 /3 หมู่ 8 ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ป่าโมก เจ้าหน้าที่ป่อเต็กตึ้ง แพทย์ พยาบาล โรงพยาบาลป่าโมก ในที่เกิดเหตุ เป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในตู้เสื้อผ้า ในห้องนอนพบศพ นายศรายุทธ จิตตั้งมั่น อายุ 35 ปี สวมเสื้อยึดแขนยาวลายสีเทาดำ นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ ใช้เชือกไนล่อนผูกคอตนเองติดกับที่แขวนเสื้อภายในตู้เสื้อผ้า โดยใช้เข็มขัดหนังสีดำรัดข้อเท้าติดกันทั้ง 2 ข้าง

จากการสอบสวนเบื้องต้น นางอุไร จิตตั้งมั่น อายุ 52 ปี ผู้เป็นแม่ ให้การว่า นายศรายุทธ มีอาชีพเลี้ยงไก่ชนขาย ได้ทำการผู้ข้อมือกับแฟนสาวเมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแฟนสาวได้ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เดือนหนึ่งจะกลับมาบ้านสักครั้งสองครั้ง ทำให้ นายศรายุทธ เกิดความเครียดและบ่นน้อยใจเป็นประจำ โดยเมื่อเช้าที่ผ่านมา ตนเองได้ทำอาหารเพื่อออกไปใส่บาตร พร้อมเข้ามาดูลูกชายภายในห้องนอนพบว่าลูกชายผูกคอเสียชีวิตอยู่ภายในตู้เสื้อผ้าจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้าน ร.ต.อ.กิตติศักดิ์ ระบุว่า จากการตรวจสอบสภาพศ พนายศรายุทธ เบื้องต้นไม่พบบาดแผลการถูกทำร้าย และพบว่ามีการใช้เชือกรัดคอติดกับที่แขวนเสื้อผ้าภายในตู้ และยังใช้เข็มขัดรัดข้อเท้าทั้งสองติดกันอย่างแน่น โดยทราบว่าน้อยใจภรรยาทำให้คิดสั้น และจะทำการสอบสวนขยายผล ทั้งหาพยานหลักฐาน ในการผูกคอเสียชีวิตของ นายศรายุทธ อย่างแท้จริงตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

คืบหน้า ฆ่ามัดมือสาวเปลือย เค้นหนุ่มต้องสงสัยคุยผู้ตายผ่านเฟซบุ๊ก

คืบหน้า ฆ่ามัดมือสาวเปลือย เค้นหนุ่มต้องสงสัยคุยผู้ตายผ่านเฟซบุ๊ก

กรณีเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา นางวราภรณ์ วีระสัย อายุ 38 ปี สาวโรงงาน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด โดยคนร้ายทิ้งศพไว้ในร่องน้ำริมถนนสายหัวเวียง-วัดใบบัว หมู่ 5 ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา สภาพร่างกายเปลือยเปล่า ศพขึ้นอืด มือทั้งสองข้างถูกมัดด้วยสก็อตเทป (อ่านข่าว : ฆ่าโหดจับสาวเปลือยมัดข้อมือ ตัวเงินตัวทองรุมกัดแทะศพ)

ล่าสุด (28 ม.ค.) ตำรวจ สภ.เสนา มุ่งประเด็นไปที่ชายหนุ่มที่ผู้ตายรู้จักและติดต่อกันผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยมีการวิดีโอคอลคุยกัน ก่อนนัดไปเจอในสถานที่แห่งหนึ่ง และสันนิษฐานว่าฝ่ายชายน่าจะเห็นหญิงสาวมีทรัพย์สินติดตัวจำนวนมาก จึงเกิดความโลภตัดสินใจลงมือฆ่าเหยื่อแล้วทิ้งศพไว้บริเวณดังกล่าว

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีความคืบหน้าอีกครั้ง เมื่อตำรวจชุดสืบสวนควบคุมตัววัยรุ่นต้องสงสัย ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่หญิงสาวติดต่อกันในเฟซบุ๊ก และเป็นคนสุดท้ายที่มีการพูดคุยติดต่อกับนางวราภรณ์ ก่อนที่จะหายตัวไป พร้อม จยย.และทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้กำลังถูกเจ้าหน้าที่สอบอย่างหนัก ความคืบหน้าจะเสนอให้ทราบต่อไป

ฆ่าโหดจับสาวเปลือยมัดข้อมือ ตัวเงินตัวทองรุมกัดแทะศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 ม.ค.) สภ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบศพหญิงสาวภาพเปลือยกาย ข้อมือถูกรัดด้วยสก็อตเทปทั้งสองข้าง อยู่ในร่องน้ำข้างแปลงนาริมถนนสายหัวเวียง-วัดใบบัว หมู่ 5 ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

ฆ่าโหดจับสาวเปลือยมัดข้อมือ ตัวเงินตัวทองรุมกัดแทะศพ

ที่เกิดเหตุเป็นป่าหญ้าริมถนนติดกับคลองชลประทาน พบศพหญิงสาวโกรกผมสีทอง สภาพศพเปลือยกางเกงวอร์มขายาวสีดำถูกรูดออกมากองอยู่ที่ข้อเท้า กางเกงชั้นในถูกรูดมาอยู่ที่หัวเข่า เสื้อชั้นในถูกถอดออก ส่วนบริเวณข้อมือทั้ง 2 ข้าง ถูกรัดด้วยสก็อตเทปใส

คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วหลายวัน ตามร่างกายมีรอยถูกตัวเงินตัวทองกัดแทะหลายแห่ง ใกล้กับจุดที่พบศพมีกองน้ำเหลือง คาดเป็นจุดที่ศพถูกน้ำมาทิ้งแล้วถูกตัวเงินตัวทองลากมากินใกล้กับคลองชลประทาน

จากการตรวจสอบพบว่ามีญาติของหญิงสาวคนหนึ่ง ได้ประกาศตามหาหลังหายตัวไปจากพื้นที่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงเดินทางไปที่บ้านพัก ส่วนศพนำส่งไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี

ต่อมา นายรชพล อายุ 38 ปี ได้เดินทางมาที่ สภ.เสนา แจ้งว่าหญิงสาวที่เสียชีวิตเป็นภรรยาของตนเอง ชื่อนางวราภรณ์ อายุ 38 ปี โดยตนจำเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ ซึ่งได้หายออกจากบ้านไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 07.00 น.

โดยบอกว่าจะออกมาทำงานที่โรงงานแล้วขับขี่รถจยย.ออกไป มีทรัพย์สินติดตัวไปด้วย อาทิ สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เลสข้อมือทองคำหนัก 1 บาท เเหวนทองคำหนัก 2 สลึง 2 วง โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

นายรชพล ให้การต่อว่า จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงานยังไม่เห็นภรรยากลับมาบ้าน ตนจึงได้ไปสอบถามเพื่อนที่โรงงานพบว่าภรรยาไม่ได้มาทำงาน และยังพบว่าภรรยานำบัตรเอทีเอ็มของตนไปกดเงิน 4,500 บาท ไปด้วย

หลังจากภรรยาหายตัวไปตนได้ออกตามหาตามบ้านเพื่อนและญาติ แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยจนกระทั่งมาพบว่ากลายเป็นศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีปากเสียงกัน เรื่องที่ตนสงสัยว่าภรรยากำลังคุยอยู่ผู้ชายคนหนึ่ง

เบื้องต้น ตำรวจจะตรวจดีเอ็นเอก่อนว่าผู้ตายคือนางวราภรณ์หรือไม่ โดยจะให้พ่อและแม่ของผู้ตายมาเก็บดีเอ็นเอส่งเปรียบกับศพที่พบ ส่วนจะมีการข่มขืนหรือฆ่าด้วยวิธีการใดนั้นต้องรอผลพิสูจน์จากทางนิติวิทยาศาสตร์อีกครั้ง โดยจะสืบสวนหาคนร้ายเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด่าเละ! ฝรั่งอุบาทว์หลอกสาวเปิดหน้าอก ใช้เงินดอลลาร์ล่อ

โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์คลิปวิดีโอที่หนุ่มชาวต่างชาติคนหนึ่งได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก เนื่องจากขอให้ผู้หญิงไทยหลายคนตามสถานที่่ต่างๆ ในเมืองพัทยา ถอดเสื้อเปิดหน้าอกโชว์ โดยจะมอบเงินเป็นธนบัตรราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐให้ตอบแทน โดยหญิงสาวส่วนใหญ่ต่างไม่ทราบว่า ธนบัตรดังกล่าวเป็นเพียงธนบัตรปลอม

ด่าเละ! ฝรั่งอุบาทว์หลอกสาวเปิดหน้าอก ใช้เงินดอลลาร์ล่อ

สำหรับพฤติกรรมของหนุ่มฝรั่งรายนี้ มักจะเดินไปตามชายหาดพัทยาในยามค่ำคืน เพื่อดักถามผู้หญิงชาวไทยและชาติอื่นๆ เพื่อขอให้เปิดหน้าอก แลกกับเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้หญิงหลายๆ คนก็ยอมเปิดในที่สาธารณะ แต่หลายคนก็ไม่ยอมเปิดเช่นกัน แต่ปรากฏว่าหญิงสาวคนสุดท้ายจับได้ว่า เงินของหนุ่มฝรั่งเป็นแบงก์ปลอม

ทั้งนี้ คลิปนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการดูถูกผู้หญิงไทย ทั้งยังมีการใช้ธนบัตรปลอมอีกด้วย ล่าสุด ทางผู้สื่อข่าวประจำเมืองพัทยาได้ทำการตรวจสอบคลิปดังกล่าวแล้ว พบว่าได้ทำการโพสลงในวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา

ขณะที่ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า จากคลิปดังกล่าวสามารถที่จะดำเนินคดีกับหนุ่มต่างชาติได้ เนื่องจากนำธนบัตรปลอมมาใช้เพื่อการหลอกลวง โดยเข้าข่ายใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และยังสามารถที่จะดำเนินคดีด้าน พรบ.คอมพิวเตอร์ ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้อยู่ในระหว่างตรวจสอบว่าหนุ่มต่างชาติยังคงพักอยู่ในเมืองพัทยาหรือไม่ หรือกลับประเทศไปแล้ว พร้อมกับจะได้ติดตามหญิงสาวที่ปรากฏอยู่ในคลิปมาให้ปากคำเพิ่มเติมด้วย

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังได้ติดตามหาเบาะแสของหนุ่มฝรั่งคนดังกล่าวเบื้องต้น พบว่าเป็นคนเดียวกับเจ้าของช่องบนเว็บไซต์ยูทูปชื่อ ViktorCrazyTV ที่มักจะเดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทั่วโลก ก่อนจะถ่ายทำคลิปในเชิงลามกและใช้มุกตลกเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ

ป.รวบ ‘หมู วันพอยท์’ หลังทำร้ายหนุ่มรามฯสลบ

ป.รวบ หมู วันพอยท์ หลังทำร้ายหนุ่มรามฯสลบ

สืบเนื่องจากคดีที่ นายธีรวัฒน์ อยู่คง หรือ หมู วันพอยท์ อายุ 32 ปี พร้อมพวก ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง น้องชายนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังและสามีของนางพินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร สลบคาที่

สาเหตุจากการเข้าใจผิดคิดว่า นายสรพันธ์ แอบรู้จักเชิงชู้สาวกับแฟนของหนึ่งในสมาชิกแก๊งวันพอยท์ โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2550

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายธีรวัฒน์ได้ที่ร้านแห่งหนึ่ง ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายธีรวัฒน์ได้นัดหมายให้นายสรพันธ์ มาเจรจาที่ร้านแห่งหนึ่งสยามสแควร์ ซอย 5 เพื่อพูดคุยเจรจาเรื่องดังกล่าว เมื่อทั้งสองฝ่ายมาถึงร้านผู้ต้องหาและนายไปป์ ได้ชักชวนผู้เสียหายออกไปหน้าร้าน ก่อนที่จะรุมทำร้ายร่างกายจนผู้ต้องหาสลบและหลบหนีไป

พบเเล้ว! อดีตครูยืนให้รถไฟดูด แม่เผยลูกชีวิตรันทด อกหักหลายครั้ง จนมีอาการทางประสาท

พบตัวคุณลุงอดีตครูเกษียณที่ยืนให้รถไฟดูดเเล้ว ชีวิตสุดรันทด มีอาการทางประสาท ยอมรับไม่ได้ไปยืนเพื่อรักษาโรค เเต่รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย เเละจะทำอีก วันที่ 27 ม.ค. เป็นครั้งสุดท้าย

พบเเล้ว! อดีตครูยืนให้รถไฟดูด แม่เผยลูกชีวิตรันทด อกหักหลายครั้ง จนมีอาการทางประสาท

กรณีคลิปภาพหวาดเสียวเมื่อคุณลุงอายุ 65 ปี อดีตข้าราชการครูเกษียณ ยืนขวางทางรถไฟให้ขบวนรถไฟวิ่งผ่านตัวในระยะประชิด อ้างยืนให้รถไฟดูดเพื่อช่วยรักษาโรค เจ้าหน้าที่รถไฟต้องตรวจสอบคอยห้ามปรามหลายครั้ง เกรงเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดบริเวณจุดตัดทางรถไฟ การประปาเทศบาลตำบลโคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 17.20 น.วันที่ 24 ม.ค. 60 ผู้สื่อข่าวทราบเบาะแสคุณลุงคนดังกล่าวเป็นใครอยู่ที่ไหน จึงติดตามไปเจอตัวที่บ้านพักเลขที่ 57 บ้านโป่งบูรพา หมู่ 6 ต.โป่งแดง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นบ้านพัก 2 ชั้นมีรั้วรอบขอบชิด พบคุณลุงทราบชื่อว่า คุณลุงเจ (นามสมมติ) อายุ 64 ปี พักอาศัยอยู่กับแม่ อายุ 83 ปี เพียงลำพัง 2 คน

จากการพูดคุย คุณลุงพูดคุยเสียงดังฟังชัดแต่มีอาการคล้ายผู้ป่วยระบบสมอง อ้างว่า ไม่ได้ช่วยรักษาโรคอะไร เป็นเพียงข้ออ้าง แต่ที่ทำแบบนั้นเพราะรู้สึกได้ปลดปล่อย หลุดพ้นจากสิ่งไม่ดี รู้สึกโล่งสบาย เพิ่งยืนให้รถไฟดูดเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำมาแล้ว 10 ครั้ง ขอทำอีกแค่ครั้งเดียว คือ ในวันศุกร์ที่ 27 มกราคมนี้ ที่เดิม เวลาเดิม เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นตามความเชื่อส่วนตัว หลังจากนั้นจะได้สมหวัง ได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที

ขณะที่ คุณยายบุญเรือน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 83 ปี ผู้เป็นแม่ บอกว่า ลุงเจเป็นลูกชายคนโต มีพี่น้อง 3 คน เคยเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง แต่ลาออกเมื่อตอนอายุ 48 ปี ไม่มีลูกเมีย ไม่เคยแต่งงาน เคยผิดหวังความรักมาหลายครั้ง จึงมีอาการทางระบบประสาท ต้องกินยาจาก รพ.จิตเวช เป็นประจำ รู้สึกเป็นห่วง แม้พยายามห้ามปราบแล้วแต่ไม่เชื่อฟัง จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเฝ้าดูแล อย่าให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีก

โจ๋วัย 15 วิดีโอคอลสไลด์หนอนโชว์เด็กประถม เหยื่อนับสิบราย

(23 ม.ค.) เวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพานิช อายุ 44 ปี พา ลูกสาวอายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนในเมืองอำนาจเจริญ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน นำเอาหลักฐาน เป็นคลิปวิดีโอที่ไอ้หื่นช่วยตัวเองโชว์แถมชักชวนมีเพศสัมพันธ์ด้วย เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ นพดล กล้าวาจา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอำนาจเจริญ

ไม่น่าเลยจริงๆ ! จับหนุ่มพิการคารถเข็น โทษฐานค้ายาบ้า

โดยระบุว่า ลูกสาวถูกชายวัยรุ่น อายุราว 15 ปี ใช้เฟซบุ๊กแอดมาขอเป็นเพื่อน จากนั้นก็แชทชวนพูดคุย เรื่องความรัก เรื่องเซ็กส์ จากนั้นก็ชักชวนให้ร่วมเพศ หากเด็กสาวคนไหนคุยด้วยนานๆก็จะโทรวีดีโอคอลหา ก่อนจะงัดเอาอวัยวะเพศ ออกมาช่วยตัวเอง โชว์ผ่านวีดีโอคอล

เด็กหญิง เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ตนเองกับเพื่อนๆในโรงเรียนเดียวกัน เจอเหตุลักษณะเดียวกันนี้ มาแล้วนับ 10 คน แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูด หลังจากที่คุยกันได้สักพัก ตนเองจึงได้ถามกลับไปว่า แล้วพี่ละคะชื่ออะไร ฝ่ายชายตอบว่า ชื่อฟิวส์ อายุ 15 ปี จากนั้นก็ถามว่าเรียนที่ไหน แต่ก็ยังไม่ทันตอบ ฝ่ายนั้นก็ชวนให้ตนเองเปิดกล้อง สนทนา จากนั้นก็โทรวีดีโอคอล พอตัวเองกดรับ เขาก็เอามือล้วงเข้าไปในกางเกง งัดเอาอวัยวะเพศ ออกมาช่วยตัวเองให้ตนเองดู ตนตกใจมากเพราะไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ จึงถามกลับไปว่า พี่ทำแบบนี้ทำไมคะ ตนเองจึงได้บันทึกวีดีโอ ขณะที่สนทนาผ่านวีดีโอคอลเอาไว้ แล้วก็โทรศัพท์หาแม่แล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้แม่ฟัง แม่จึงได้พาตนเองและเพื่อนๆเข้ามาแจ้งความ

ด้านมารดากล่าวว่า ที่ตนเองพาลูกสาวและเพื่อนๆลูกสาวมาแจ้งความในวันนี้เพราะไม่ต้องการ ให้โรคจิตรายนี้ ไปทำพฤติกรรมแบบนี้กับคนอื่นอีกต่อไป ร.ต.อ นพดล กล้าวาจา พนักงานสอบสวน กล่าวว่า เบื้องต้นต้องรวบรวมหลักฐาน รวมทั้งพยานบุคคล เพื่อจะติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ตามกระบวนการทางกฎหมาย ตามลำดับ ต่อไป

รถตู้ชนท้ายกันบนถนนสาย 304 ปราจีนบุรี เจ็บ 15 คน

รถตู้ชนท้ายกันบนถนนสาย 304 ปราจีนบุรี เจ็บ 15 คน

ร.ต.อ.บุญสารนิติ สุภักดี ร้อยเวร (สอบสวน) สภ.สระบัว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุกู้ภัยสัจจะ เกิดอุบัติเหตุมีรถตู้ชนท้ายกันมีผู้โดยสารในรถได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายคน สถานที่เกิดเหตุ บนถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี – นครราชสีมา ) ช่วง กม.155-156 ม.3 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังรับแจ้งรุดที่เกิดเหตุพร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ที่บริเวณเยื้องหน้าวิทยาลัยการอาชีพประมาณ100 เมตร ริมถนน 4 ช่องจราจร พบรถตู้ มี นายสุระเดช อายุ 34 ปี เป็นผู้ขับขี่ สภาพด้านหน้าของรถพังเสียหายยุบเข้ามาถึงคอนโซลหน้าด้านในรถ ห่างไปประมาณ 5 เมตร พบรถตู้อีกคัน มี นายรักชาติ อายุ 48 ปี เป็นผู้ขับขี่ สภาพตกลงไปในร่องกลางถนน พลิกตะแคงข้างล้อลอย

จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบเพียงรถตู้ที่นายรักชาติขับมา ได้ถูกรถตู้ที่นายสุระเดชขับตามหลังมา เกิดการชนท้ายกันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 15 คน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทย (อ.กบินทร์บุรี) และรถกู้ชีพโรงพยาบาลกบินทร์บุรีร่วมกันนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน รพ.กบินทร์บุรี

นายรักชาติ กล่าวว่า ตนได้ขับรถมาจาก จ.ชลบุรี มุ่งหน้ากลับไป จ.ขอนแก่น หลังรับเหมาผู้โดยสารไปงานแต่งงาน โดยมีผู้โดยสารในรถจำนวน 8 คน พอมาถึงที่เกิดเหตุจู่ๆก็โดนชนท้ายรถเสียหลักหมุนตกลงร่องกลางถนนดังกล่าว ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บแต่ไม่สาหัสมาก ส่วนนายสุระเดชคนขับรถตู้อีกคัน ทราบว่ารถขับมุ่งหน้าไป จ.นครราชสีมา

สาว 19 ใส่เสื้อรูปคู่แฟนผูกคอตาย ทิ้งจม.สั่งเสียขู่ตามหลอกหลอน

(21 ม.ค.) เมื่อเวลา 23.00 น. พ.ต.ต.สุริยน แกมทอง สว.(สอบสวน) สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายในบ้านเช่า ม.1 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จากนั้นจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมือง นำตำรวจชุดสอบสวน แพทย์เวร รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจรุดเข้าตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุสาว 19 ใส่เสื้อรูปคู่แฟนผูกคอตาย ทิ้งจม.สั่งเสียขู่ตามหลอกหลอน
เมื่อไปถึงบ้านดังกล่าวภายในห้องนอนพบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อ น.ส.บุษกร อายุ 19 ปี ชาว อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ใช้ผ้าขนหนูผูกคอตายกับหน้าต่างห้องในท่าคุกเข่า สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว สกรีนรูปตัวเองกับแฟนหนุ่มที่หน้าอก เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชม.และจากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยการต่อสู้และถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ที่ฝาผนังห้องเจ้าหน้าที่พบจดหมายลาตาย 3 ฉบับ เขียนขอโทษเจ้าของบ้านเช่าที่ก่อเหตุในบ้าน เขียนถึงย่าตัวเอง และอีกฉบับเขียนแฟนหนุ่มชื่อ “มายด์” มีข้อความว่า “รักมากจนกว่าจะหาใครมาแทนได้” และสั่งให้ทำตามที่บอก คือต้องใส่เสื้อที่สกรีนให้ไปร่วมงานศพคืนแรกและคืนสุดท้าย พร้อมบอกทางไปงานศพ และยังขู่ให้ทำวีดีโอโพสต์ลงเฟชบุ๊กด้วย ไม่เช่นนั้นจะตามหลอกหลอนและเอาไปอยู่ด้วย

จากการสอบสวนทราบว่า คาดว่าสาเหตุมาจากถูกแฟนหนุ่มบอกเลิก ทำให้เครียดหนัก ก่อนกินยาฆ่าแมลงแล้วผูกคอตายดังกล่าว ซึ่งหลังจากชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้วจึงมอบให้กับญาตินำไปจัดการตามประเพณีต่อไป

ตร.-ปปส.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายท้าวสีสุก 100 ล้าน

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วม ป.ป.ส. แถลงผล “ปฏิบัติการชัยยะ สยบไพรี 60/1” ขยายผลตรวจค้นยึดทรัพย์ เครือข่ายท้าวสีสุก กว่า 74 รายการ รวมมูลค่า กว่า 100 ล้านบาท

ตร.-ปปส.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายท้าวสีสุก 100 ล้าน

ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. แถลงผล “ปฏิบัติการชัยยะ สยบไพรี 60/1” ซึ่งเป็นการขยายผลตรวจค้นยึดทรัพย์ เครือข่าย ท้าวสีสุก ดาวเรือง ของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยเข้าตรวจค้นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 – 5 รวม 36 จุด ตั้งแต่วันที่ 19 – 20 มกราคมที่ผ่านมา ปฏิบัติการไปแล้ว 11 จุด และจะเร่งดำเนินการต่อเนื่องให้ครบตามเป้าหมาย ยืนยันจะใช้ทุกมาตรการเพื่อกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซาก

ทั้งนี้ จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์เครือข่าย ได้จำนวนทั้งหมด 74 รายการ ประกอบด้วย บ้าน 2 หลัง โฉนดที่ดิน 14 แปลง รถยนต์หรู 14 คัน รถจักรยานยนต์ 11 คัน รถเพื่อการเกษตร 2 คัน บัญชีเงินฝาก 29 รายการ ทองรูปพรรณและเงินสด มูลค่า 1.5 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับเครือข่ายนี้ เจ้าหน้าที่ออกหมายจับทั้งหมด 9 คน สามารถจับกุมได้ทั้งหมด 7 คน ส่วนอีก 2 คน คือ นายจันสี ทิดสิม และ น.ส.จิราภรณ์ วงแสนคำ อยู่ระหว่างการหลบหนี