5 เทคโนโลยีใน อีก 5 ปีข้างหน้า

เทคโนโลยีในอนาคต

หลายคนจินตนาการถึงโลกในอนาคตแตกต่างกันไป และหลายจินตนาการก็กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถพลิกรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมได้ และในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็น 5 เทคโนโลยีใหม่ เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลกแน่นอน จากการคาดการณ์โดยไอบีเอ็ม 1. โมเดลคณิตศาสตร์ ช่วยโลกรับมือโรคระบาด ในแต่ละปีมีประชากรราว 60 ล้านคน ย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ และในปี 52 มีการประเมินพบว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าชนบท ส่งผลให้เมืองใหญ่กลายเป็นแหล่งเพาะและแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย ฉะนั้นจะต้องมีระบบป้องกันและการสื่อสารด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับชาวเมือง ในอนาคตอันใกล้นี้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะมีบทบาทในด้านสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น ในการหาแนวโน้มรูปแบบการระบาดของโรคว่าจะเกิดการระบาดขึ้นบริเวณไหน เวลาใดบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและเตรียมการรับมือเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด และการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งมี “อินเทอร์เน็ตเพื่อสุขภาพ” ที่จะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ระหว่างชุมชน โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเวชภัณฑ์ได้อย่างทั่วถึง เกิดเป็นระบบสาธารณสุขที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ สามารถคาดการณ์รูปแบบการระบาดของโรค ศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำในอนาคต 2. รถพลังไฟฟ้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้รถยนต์ไฮบริดซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมาก จะมีราคาถูกลงอย่างแน่นอน และจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ สำหรับรถยนต์ไฮบริดในปัจจุบัน ใช้พลังงานจากแบตเตอรีลิเธียมไอออน ซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังมุ่งมั่นพัฒนาแบตเตอรี่ขับเคลื่อนรถยนต์และรถประจำทางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถทำให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมแอร์ (Lithium Air) ซึ่งสามารถเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานได้มากกว่าลิเธียมไอออนถึง 10 เท่า ทั้งยังมีน้ำหนักเบา ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า และในอนาคตรถยนต์ที่เรานั่งอาจไม่ต้องแวะเติมน้ำมันตามปั๊มอีกต่อไป เพราะเพียงชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่จากที่บ้าน ก็ขับรถไปเที่ยวที่ไหนๆ ได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานทดแทนอื่นๆ ก็จะถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยเช่นกัน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รองรับระบบขนส่งมวลชนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำและแพร่หลายมากขึ้นด้วย 3. อาคารอัจฉริยะ ตอบสนองทุกความต้องการของชีวิตคนเมือง ตึกสูงระฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองใหญ่ และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ขณะที่ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสูงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน หรือเป็นที่พักอาศัย และในแต่ละปีอาคารเหล่านี้ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมารวมแล้วมากกว่ารถยนต์บนท้องถนนเสียอีก ในอนาคตอันใกล้นี้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอาคาร เพื่อเชื่อมโยงระบบต่างๆ ภายในอาคาร ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา อุณหภูมิ โทรคมนาคม และระบบรักษาความปลอดภัย โดยจะเชื่อมโยงกันและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานหรือผู้เข้าพักได้ราวกับมีชีวิต และด้วยระบบอัจฉริยะภายในอาคาร จะมีการเตือนล่วงหน้าด้วยว่าระบบหรืออุปกรณ์ชิ้นไหนควรได้รับการซ่อมบำรุงก่อนที่จะเกิดการชำรุดเสียหาย และยังตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที 4. เทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเมือง ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีขั้นสูงจะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในเมืองให้น้อยลงได้ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมจากสถิติและแนวโน้มเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหน เวลาใด เสี่ยงเกิดเหตุร้าย และช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจตราความสงบเรียบร้อย และป้องกันการก่ออาชญากรรมหรือรับมือกับปัญหาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันและรับมือกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ก็จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและมีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่น ระบบดับเพลิงอัจฉริยะ ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงจากอัคคีภัยในเมือง และรับมือกับปัญหาเพลิงไหม้หรือไฟป่า, ระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ ด้วยเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนบริเวณเขื่อนกันน้ำท่วม ตามแนวชายฝั่งทะเลและแม่น้ำลำคลอง เช่น ศูนย์จัดการน้ำระดับโลก (Global Center for Water Managment) ของไอบีเอ็ม ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ 5. ระบบจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด บรรเทาปัญหาน้ำขาดแคลน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมากกว่านั้นหลายเท่าตัว และปัจจุบันนี้น้ำที่มีอยู่ทั่วโลกมีเพียง 2% เท่านั้นที่สามารถใช้อุปโภคและบริโภคได้ และความต้องการน้ำของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอีก 6 เท่าในอีก 50 ปีข้างหน้า แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำนั้นเป็นภัยคุกคามประชาชนแล้วหลายพื้นที่ โดยมีประชากรถึง 1 ใน 5 ของโลก เข้าไม่ถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ช่วยบริหารจัดการน้ำในเขตเมือง เพื่อลดการสิ้นเปลืองและสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลของท่อประปาและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีกรองน้ำที่สามารถเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด หรือกรองเสียให้กลายเป็นน้ำดี และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำได้ […]

Read More…

ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีขับเคลื่อนบ้านอัจฉริยะ กว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

สิ่งที่วงการไอทีตื่นเต้นกันในช่วงนี้ ไม่ใช่มือถือ แท็บเล็ต แอพฯ หรือบริการใหม่ ๆ หรือแม้แต่เจ้า VR และ AR แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “เอไอ” (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ซึ่งเปรียบเสมือนกับการส่งเครื่องจักรไปเข้าโรงเรียน พยายามทำให้มันคิด พิจารณา วิเคราะห์ และตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องมีคนมาคอยสั่ง หลายคนบอกว่า เดี๋ยวนี้มันก็ฉลาดแล้วนะ ทำโน่นนี่ได้ตั้งหลายอย่าง แต่ถ้ามองย้อนไปถึงที่มา ความฉลาดของคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้ มาจากการที่คนมองไปข้างหน้า จินตนาการว่าจะเกิด “เงื่อนไข” หรือ “เหตุการณ์” อะไรขึ้นบ้าง จะให้คอมพิวเตอร์จัดการยังไง แล้วก็เขียนโปรแกรมสั่งงานไว้ก่อนล่วงหน้า หลาย ๆ เกมที่เราเล่นกันทุกวันนี้ ก็ล้วนมาจากการที่มนุษย์คิดวางแนวทางไว้ให้หมดแล้ว ถ้าหากผู้เล่นกดปุ่มนี้ ให้คอมพิวเตอร์ตอบสนองยังไง ถ้าผู้เล่นเพลี่ยงพล้ำให้แกล้งแพ้บ้าง หรือถ้าผู้ใช้งานไม่ค่อยเข้ามาโพสต์ข้อความ ให้ส่งอีเมลมาแจ้งเตือนบ้างแต่ AI เป็นสิ่งที่ก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่านั้น คือ ให้คอมพิวเตอร์คิดเองไปเลย โดยให้แนวทางคร่าว ๆ ไว้เท่านั้น วิศวกรคอมพิวเตอร์ทั่วโลกกำลังมุ่งไปในถนนเส้นนี้ และผลผลิตของมันออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมบ้างแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะอยู่ใน Google เวลาค้นหาอย่างชาญฉลาด หรืออยู่ในแอพพลิเคชันต่าง ๆ หรือในอุปกรณ์ที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวทั้งหลาย เมื่อมันฉลาดได้ระดับหนึ่งที่พอจะรับมือกับความหลากหลายของมนุษย์ได้บ้าง บริษัทยักษ์ใหญ่จึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นเหมือนหัวหอก หรือเสาเข็ม ที่จะทำให้มนุษยชาติหยั่งรากลึกลงสู่โลกแห่ง AI มากขึ้น นั่นคือ “ลำโพง” Amazon Echo, Google Home, Siri Speaker หรืออะไรก็ตาม ที่กำลังออกมาในรูปแบบของ “ลำโพง” ขนาดเล็กให้ไปตั้งในบ้าน ทำหน้าที่รอรับฟังคำสั่งของมนุษย์ และดำเนินการตามคำสั่งเหล่านั้น ร้านอาหาร4ภาค ดูเผิน ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับมือถือสักเครื่องใช่ไหม ? แต่คุณคิดผิดแล้ว เจ้าลำโพง (ที่มีไมโครโฟนในตัว) นี่แหละ ที่จะทำให้บ้านทั้งหลังของคุณฉลาดขึ้นได้ (…อ่าแน่นอน ต้องอาศัยเงินของคุณด้วย… และไม่น้อยเหมือนกัน) การสำรวจล่าสุดในสหรัฐฯ เชื่อว่า 1 ใน 4 ของบ้านทั่วสหรัฐฯ มีอุปกรณ์ทำให้บ้านฉลาดอย่างน้อย 1 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟที่ควบคุมด้วยแอพฯ ปลั๊กไฟ กลอนประตู หรือกล้องวงจรปิด แต่ที่น่าสนใจคือเกินครึ่งนั้นซื้อและครอบครองเจ้า “ลำโพงฉลาด” และแน่นอนว่า ลำโพงนั้นจะทำให้เกิดการติดตั้งอุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะลำโพงที่เชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ใหญ่นั้นเปรียบดังสมองของบ้าน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องพึ่งพาแขนขาและอวัยวะอื่น ซึ่งกระจายตัวในรูปแบบของอุปกรณ์หรือเซนเซอร์ตรวจวัดทั่วบ้าน มองกลับมาที่ประเทศไทย อาจจะไม่เกินปี 2562 ที่เราจะเริ่มเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะรองรับให้เราสั่งงานเป็นภาษาไทยได้ แน่นอนที่สุด วันนี้มันยังเป็นของประเภทที่ต้องมีเงินเหลือเท่านั้นถึงจะควรซื้อมาใช้ แต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดไปแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองนึกย้อนไปถึงวันที่คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นของฟุ่มเฟือยสิ […]

Read More…

เทคโนโลยีในอนาคต

เทคโนโลยีในอนาคต

เทคโนโลยี คำว่า เทคโนโลยี ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Technology” ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า “Technologia” แปลว่า การกระทำที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคำว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรียกรวม ๆ ว่า “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โลกเราในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันจะสังเกตได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีต่างๆนั้นได้มีการพัฒนาอย่างล้ำสมัยซึ่งส่งผลให้เกิดความสะดวกต่อการใช้งานในปัจจุบันและในอนาคต ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันได้บูรณาการเข้าสู่ระบบธุรกิจดังนั้นองค์การที่จะอยู่รอดและมีพัฒนาการต้องสามารถปรับตัวและจัดการกับทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตเพื่อให้ผู้บริหารในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การได้ศึกษาแต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่นี้ล้าสมัยได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารที่สนใจจะต้องศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญในอนาคตมี ดังนี้ 1. คอมพิวเตอร์ (computer) ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกที่เครื่องมีขนาดใหญ่ทำงานได้ช้า ความสามารถต่ำ และใช้พลังงานสูง เป็นการใช้เทคโนโลยีวงจรรวมขนาดใหญ่ (very large scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) ทำให้ประสิทธิภาพของส่วนประมวลผลของเครื่องพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาหน่วยความจำให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบัน โดยที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะที่มีความสามารถเท่าเทียมหรือมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในสมัยก่อน ตลอดจนการนำคอมพิวเตอร์ชนิดลดชุดคำสั่ง (reduced instruction set computer) หรือ RISC มาใช้ในการออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นโดยใช้คำสั่งพื้นฐานง่าย ๆ นอกจากนี้พัฒนาการและการประยุกต์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีการประมวลผลตามหลักเหตุผลของมนุษย์หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป 2. ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หรือ AI เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่างการใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์จริง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขาวิชาได้ศึกษาและทดลองที่จะพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานที่มีเหตุผล โดยการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งความรู้ทางด้านนี้ถ้าได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ และหุ่นยนต์ (robotics) เป็นการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้สามารถปฏิบัติงานและใช้ทักษะการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับการทำงานของมนุษย์ เป็นต้น 3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (executive information system) หรือ EIS เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวางแผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดยที่ EIS จะถูกนำมาให้คำแนะนำผู้บริหารในการตัดสินใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างหรือกึ่งโครงสร้าง โดย EIS เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิเศษของผู้บริหารในด้านต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ รวมทั้งสถานะของคู่แข่งขันด้วย โดยที่ระบบจะต้องมีความละเอียดอ่อนตลอดจนง่ายต่อการใช้งาน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากไม่เคยชินกับการติดต่อและสั่งงานโดยตรงกับระบบคอมพิวเตอร์ 4. การจดจำเสียง (voice recognition) เป็นความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์จดจำเสียงของผู้ใช้ ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสาขานี้ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการ ถ้าในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการนำความรู้ต่าง ๆ มาใช้สร้างระบบการจดจำเสียง ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาลแก่การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ผู้ใช้จะสามารถออกคำสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ไม่เคยชินกับการใช้คอมพิวเตอร์ให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่าย เช่น ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง การสั่งงานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ และระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและขยายคุณค่าเพิ่มของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจ 5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronics data interchange) หรือ EDI เป็นการส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อื่นโดยผ่านทางระบบสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายโดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วงลดระยะเวลาในการทำงานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งและรับสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง 6. เส้นใยแก้วนำแสง (fiber optics) เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยการส่งสัญญาณแสงผ่านเส้นใยแก้วนำแสงที่มัดรวมกัน การนำเส้นใยแก้วนำแสงมาใช้ในการสื่อสารก่อให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับ “ ทางด่วนข้อมูล (information superhighway)” ที่จะเชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีเส้นใยแก้วนำแสงได้ส่งผลกระทบต่อวงการสื่อสามวลชนและการค้าขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ 7. อินเทอร์เน็ต (internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดต่าง ๆ ได้ ในปัจจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายนี้ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectec) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เป็นต้น 8. ระบบเครือข่าย (networking system) โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area network : LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ในระยะทางที่กำหนด ส่วนใหญ่จะภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่มความเร็วในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้มากกว่าในอดีต 9. การประชุมทางไกล (teleconference) เป็นการนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เพื่อให้สนับสนุนในการประชุมมีประสิทธิภาพ โดยผู้นำเข้าร่วมประชุมไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในห้องประชุมและพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะในสภาวะการจราจรที่ติดขัด ตลอดจนผู้เข้าประชุมอยู่ในเขตที่ห่างไกลกันมาก 10. โทรทัศน์ตามสายและผ่านดาวเทียม (cable and sattleite TV) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสื่อต่าง ๆ ไปยังผู้ชม จะมีผลทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น โดยที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมรายการมีทางเลือกมากขึ้นและสามารถตัดสินใจในทางเลือกต่าง ๆ ได้เหมาะสมขึ้น 11. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (multimedia technology) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัดเก็บข้อมูลหรือข่าวสารในลักษณะที่แตกต่างกันทั้งรูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกในแผ่นดิสก์ (CD-ROM) จอภาพที่มีความละเอียดสูง (high resolution) เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและนำเสนอข้อมูล ภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัวและได้รับความสนใจจากบุคคลหลายกลุ่ม เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา และบันเทิงเป็นอย่างมาก 12. การใช้คอมพิวเตอร์ในการฝึกอบรม (computer base training) เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ […]

Read More…

จับตา 8 เทรนด์เทคโนโลยี เปลี่ยนยุคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่

วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต ผลการสำรวจผลจาก Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการพลิกโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตอีก 3-7 ปีข้างหน้า อันดับ 1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) Aiเรียกง่ายๆก็คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล จนสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพราะการนำไปใช้งานของแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน  ซึ่งแน่นอนว่าการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ในอนาคต ความก้าวหน้าและผลสำเร็จของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ทุกเรื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันทำได้ แต่ถึงกระนั้นความกังวลใจเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เองได้อย่างอิสระของปัญญาประดิษฐ์ก็ถูกมองว่าอาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง อันดับ 2 โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) AR เทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริง ด้วยรูปแบบการผสมผสานเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริงมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไปจะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต อันดับ 3 บล็อกเชน (Blockchain) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีการร้อยต่อข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด โดยข้อมูลทุกบล็อกจะเป็นเหมือนสำเนาของตัวเอง เมื่อเกิดการแก้ไขจะทำให้ทุกบล็อกรับรู้การแก้ไขนั้น ๆ และมีประวัติเก็บไว้อย่างซับซ้อน โดยเนื้อแท้ของเทคโนโลยีจึงมีความปลอดภัยจากโครงสร้างที่เกิดขึ้น  ซึ่งความสามารถของบล็อกเชนเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อถูกนำมาใช้งานในรูปของ Bitcoin หรือเงินเสมือนจริงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยรูปแบบการบันทึกทุกกล่องเป็นสำเนาข้อมูลเหมือนกันหมด ทำให้บล็อกเชนมีความปลอดภัยมากกว่าการบันทึกด้วยมนุษย์หรือเครื่องมือบันทึกใด ๆ ที่มีอยู่เดิม และนั่นก็ทำให้บล็อกเชนได้รับความสนใจกับกลุ่มธุรกิจการเงินเช่นธนาคารเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีความปลอดภัยและรวดเร็วมากกว่าเทคโนโลยีการเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อันดับ 4 โดรน (Drones) โดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถของการบินหลายระยะด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้โดรนเข้ามาแทนที่ในการบินหลากหลายระบบทั้งเล็กและใหญ่ เช่น จากเดิมที่ใช้เครื่องบินใส่ปุ๋ยและยาพืชไร่ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องโดรนที่บรรทุกปุ๋ยและยาบินเข้าพื้นที่แบบอัตโนมัติตามการวางโปรแกรมการบินเพื่อจัดการพื้นที่ได้อย่างไม่หลงลืม  ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โดรนในหลายรูปแบบ ทั้งทางการทหาร การช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งการขนส่ง ทำให้โดรนกลายเป็นเครื่องมือขนส่งที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางอากาศระยะไกลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนส่งคนหรือสิ่งของก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ แต่กระนั้นก็เริ่มมีการทดลองอย่างจริงจังในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่กลายมาเป็นระบบค้าขายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) เทคโนโลยี IoT เป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงกันมากที่สุด เพราะสามารถแทรกตัวเข้าไปได้แทบทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีของการสื่อสารอุปกรณ์เท่านั้น โดยคาดหวังกันว่า IoT จะช่วยลดเวลาการจัดการทั้งหมดของมนุษย์ รวมไปถึงการดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ IoT ยังเป็นอุปกรณ์ที่จะเก็บข้อมูล รายงานสิ่งที่จำเป็นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการตรวจสอบในระบบสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับได้ว่าการแทรกตัวเข้าไปของทุกอุตสาหกรรมยังมีต้นทุนที่ราคาไม่แพงเกินไป ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฝังเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ แต่หัวใจของการประมวลผลและคิดวิเคราะห์ยังคงใช้งานจากส่วนกลางเพื่อสนองตอบพฤติกรรมนั่นเอง ร้านอาหาร4ภาค อันดับ 6 หุ่นยนต์ (Robots) หุ่นยนต์เป็นเป้าหมายใหม่ของการทดแทนแรงงานในอนาคต เนื่องจากงานบางชนิดเป็นการใช้แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ด้วยค่าแรงที่ต่ำหรือปัญหาของพื้นที่ก็ตามแต่ ซึ่งในโลกอุตสาหกรรมหุ่นยนต์แขนกลที่ทำหน้าที่แทนหนุ่มสาวโรงงาน ทั้งการยกของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมตามไลน์การผลิต มักใช้หุ่นยนต์แขนกลที่มีเพียงจังหวะหมุนของการผลิตเท่านั้น และนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถเข้าไปแทนที่การทำงานในแง่มุมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ่นยนต์ดับเพลิง กู้ภัย หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ให้บริการ ทำให้ในอนาคต หุ่นยนต์จะถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มากขึ้น อันดับที่ 7 โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) VR เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะดูใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่าง ๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ อันดับที่ 8 ระบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ อาจจะฟังดูเป็นเครื่องพรินเตอร์ที่วุ่นวายกับเรื่องหมึกไปสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วเครื่องนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เนื่องจากฟีเจอร์การทำงานเป็นเหมือนการแกะสลักด้วยแบบดิจิทัลที่สั่งงานโดยคอมพิวเตอร์ ค่อย ๆ แกะเนื้อวัสดุออกตามที่ต้องการไปทีละขั้นทีละตอน เหมือนการขึ้นรูปวัสดุ และนั่นก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นที่หมายปองของนักออกแบบ เพราะเพียงเวลาไม่นาน แบบที่ร่างไว้ในคอมพิวเตอร์ก็จะถูกพรินต์ออกมาเป็นโมเดล 3 มิติที่จับต้องได้ทุกประการ ด้วยจุดเด่นของการทำงานที่ไม่จำกัดจำนวน และรวดเร็วเช่นที่พรินเตอร์จะพิมพ์ออกมาได้ ทำให้เครื่องพิมพ์เช่นนี้หลุดเข้าไปในหลากหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่าในวงการแพทย์ที่มีการออกแบบอวัยวะเทียมเพื่อทดแทนอวัยวะสำคัญที่ขาดหายไป การออกแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้วฉีดเซลล์เข้าไปเพื่อลดอาการต่อต้านก็จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทั้ง 8 นี้ต่างมีบทบาทของการพัฒนาและคุณประโยชน์ที่สามารถพลิกการใช้งานเครื่องมือในปัจจุบันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่จะต่อยอดในอนาคตจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และท้ายที่สุด คนธรรมดาก็สามารถเอื้อมถึงได้นั่นเอง […]

Read More…

15 เทคโนโลยีล้ำยุค

การพัฒนาของเทคโนโลยีในยุคสมัยเรียกได้ว่าก้าวกระโดดแบบไม่หยุดยั้งกันเลยทีเดียว มีข่าวคราวเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้เห็นกันแทบจะทุกปี ซึ่งหากลองมองย้อนกลับไปในสมัยก่อน การพัฒนาสิ่งต่างๆ ยังไม่เท่ากับสมัยนี้ ซึ่งยังคงเป็นเพียงแค่จินตนาการลมๆ แล้งๆ อย่างที่เห็นกันในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ แต่อีกไม่นานเทคโนโลยีล้ำๆ แบบในภาพยนตร์จะกลายมาเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในยุคอนาคตอย่างแน่นอน 1. Smart Glass ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งอย่าง แว่นตาอัจฉริยะจากกูเกิล (Google Glass) ที่มีความสามารถหลายอย่างเหนือกว่าการเป็นแว่นตาธรรมดาๆ ซึ่งในตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่อีกไม่นานคงจะมีแว่นตาแบบนี้ตามมาอีกเพียบ 2. Smart Data การเก็บข้อมูลในยุคนี้ยังคงต้องอาศัยการบันทึกด้วยมือของเราเอง อย่างการบันทึกรายชื่อในโทรศัพท์หรืออีเมล์ แต่อีกไม่นานการเก็บข้อมูลเหล่านี้จะมาในรูปแบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่เราไม่ต้องทำเองเลย 3. อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ อุปกรณ์ที่มนุษย์สวมใส่ในปัจจุบันยังไม่มีความวิเศษอะไรมากมายนัก แต่เมื่อมีกระแสของ Google Glass และ Smart Watch มากขึ้น อุปกรณ์ที่มนุษย์สวมใส่กันในอนาคตจะกลายมาเป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ได้ทุกชิ้นอย่างแน่นอน 4. Smart House ของใช้ในบ้านเดี๋ยวนี้เริ่มมีระบบคอมพิวเตอร์แล้ว อย่างเช่นตู้เย็นที่คอยเตือนว่าอาหารใกล้หมดแล้วนะ หรือไมโคเวฟที่ควบคุมผ่านโทรศัพท์ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่าเริ่มจากของใช้ในบ้านแล้ว อีกไม่นานบ้านก็คงจะมีแบบนี้เช่นกัน 5. การเล่นเกมเสมือนจริง เคยคิดอยากจะเข้าไปสัมผัสกับโลกในเกมบ้างป่าว? ปัจจุบันนี้มีเจ้า Oculus Rift กำเนิดขึ้นมาแล้ว เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่จะพาคุณเข้าไปท่องโลกในเกมได้ นับว่าเป็นอะไรที่น่าติ่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง 6. การแสดงผลโดยไม่ต้องมีหน้าจอ เคยได้ยินเกี่ยวกับการฉายภาพโฮโลแกรมป่าว? อย่างในเรื่อง Star Wars หรือภาพยนตร์ Sci-Fi หลายๆ เรื่องทำกัน ฉายภาพโดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอ เห็นคนเป็นคนกันเลยทีเดียว อีกไม่นานก็มาแล้วล่ะ 7. การควบคุมคอมพิวเตอร์ผ่านสมอง สมัยนี้การควบคุมคอมพิวเตอร์ยังต้องอาศัยเมาส์และแป้นพิมพ์อยู่ อีกหน่อยไม่ต้องใช้กันแล้ว ใช้แค่สมองของเราเท่านั้น เพียงคิดไว้ในหัวก็สั่งการได้แล้ว 8. การให้บริการที่ครอบคลุมทั่วโลก มีใครเคยใช้อแพพลิเคชั่นเรียกแท๊กซี่ที่มีชื่อว่า Uber บ้าง? ที่คุณสามารถเรียกแท๊กซี่ผ่านแอพลิเคชั่นได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ไหนก็ตาม ซึ่งบริการแบบนี้มีมานานแล้วในต่างประเทศ ไม่แน่ว่าอาจจะขยายไปสู่การบริการในรูปแบบอื่นๆ ก็เป็นได้ 9. การมาของดิจิตอลดาวน์โหลด สมัยก่อนรูปแบบของสินค้าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่มาในสมัยนี้สินค้าต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทอรนิกส์กันมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ e-book การซื้อเกมส์ การซื้อเพลง ที่มาเป็นในรูปแบบของข้อมูลดาวน์โหลดแทนสินค้าที่จับต้องได้อย่าง หนังสือและซีดี เป็นต้น 10. หุ่นยนต์จะมีให้เห็นเกลื่อนเมือง เมื่อพูดถึงหุ่นยนต์ในสมัยก่อน คงจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระเอามากๆ เลยล่ะ แต่สมัยนี้คงจะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว เมื่อมีการพัฒนาหุ่นยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มมีหุ่นยนต์ออกปฏิบัติหน้าที่แทนมนุษย์แล้ว และอีกไม่นานมันก็คงผุดออกตามกันมาอีกเพียบ 11. เชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทน เรื่องของพลังงานทดแทนเป็นสิ่งที่มนุษย์ตระหนักกันมานานแล้ว ซึ่งก็ได้มีการคิดค้นหาพลังงานทดแทนมาใช้กันอยู่ตลอด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ แผงโซล่าเซลล์ ที่นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้า และพลังงานลมจากกังหันลมไฟฟ้า เป็นต้น 12. การถ่ายโอนพลังงานแบบไร้สาย อีกไม่นานการชาร์จไฟผ่านอะแด๊ปเตอร์ชาร์จไฟที่มีสายไฟระโยงระยางคงจะกลายเป็นของโบราณในไม่ช้า ซึ่งการมาของ Qi Wireless Charging หรือการชาร์จไฟไร้สายนั้น เริ่มรองรับกับสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นแล้ว 13. คลื่นโทรศัพท์มือถือ 5G จากที่เคยเป็นแค่สัญญาณโทรศัพท์ ก็กลายมาเป็นทั้งสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จากที่เคยช้าอืดเป็นเต่า 2G ก็กลายมาเป็น 3G ที่มีความเร็วพอตัว ยังไม่พอใจก็อัพเป็น 4G ไวกว่าเดิมอีกหลายขุม และแน่นอนว่า 5G ก็คงจะมาอีกในไม่ช้านี้ 14. ปัญญาประดิษฐ์ มันสมองกลที่เห็นได้ในปัจจุบันนี้ก็คงจะไม่พ้นผู้ช่วยในสมาร์ทโฟนอย่าง Siri, Google Now และ Cortana ที่มีความฉลาดพอตัว สามารถเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์สื่อได้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเหล่ามันสมองกลจะมีความคิดเทียบเท่ากับมนุษย์ได้อย่างแน่นอน 15. แกรฟีน แกรฟีนเป็นรูปแบบหนึ่งของผลึกคาร์บอน มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กมากถึง 100 เท่า โดยในปัจจุบันเป็นวัตถุดิบหายากมากๆ ซึ่งไม่แน่ในอนาคตอันใกล้นี้ มันอาจจะมาแทนที่เหล็กที่เราใช้กันในปัจจุบันก็เป็นได้ สิ่งที่เหมียวนำเสนอไปทั้ง 15 อย่างนี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่ช้าก็เร็ว เราอาจจะได้เห็นกันจนเป็นเรื่องปกติเลยล่ะ […]

Read More…

8 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในอนาคต

เทคโนโลยี-4

อีกไม่นาน เทคโนโลยีจอแสดงผลอาจเปลี่ยนรูปโฉมไปอีกขั้นโดยมีการพัฒนาให้มีขนาดบางลง ถึงขนาดว่าสามารถม้วนพับเก็บไว้ได้ ขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นมาทดแทน เทคโนโลยีจอแสดงผลแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างจอแสดงผลแอลซีดีที่ยังมีข้อเสียตรงที่ใช้พลังงานมาก เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนแอลซีดีในวันข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แสดงผลฟิล์มบางอินทรีย์เปล่งแสง หรือ โอแอลอีดี (OLED: Organic light-emitting diode) และเทคโนโลยีที่เรียกว่าไบ-สเตเบิล ซึ่งเแม้แต่ในปัจจุบันก็มีออกมาให้เห็นบ้างแล้วทั้งในเครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นสื่อดิจิตอลเพื่อความบันเทิง เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล และโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะหรือสมาร์ทโฟน ข้อดีของจอแสดงผลแบบโอแอลอีดีคือ ใช้พลังงานน้อยกว่าจอแบบแอลซีดีในขนาดเท่าๆ กันสูงถึง 40% ทั้งยังบางกว่าเป็นเท่าตัว เนื่องจากไม่ต้องอาศัยการส่องแสงออกมาจากหลังภาพ ทั้งยังให้ภาพที่คมชัดกว่า ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลของซัมซุง   1. โทรศัพท์คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และไรน์คอม รวมถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นบางจากเคียวเซร่า นอกจากนี้ทางโซนี่คอร์ปอเรชั่นเองยังมีแผนจะทำตลาดจอทีวีขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีโอแอลอีดี ภายในปีนี้ด้วย แม้ในวงการสื่อสารไร้สายเทคโนโลยีโอแอลอีดีจะยังเพิ่งเริ่มแต่ในการพัฒนาจอแสดงผลรุ่นดังกล่าวเพื่อทำตลาดมีปรากฏให้เห็นบ้างในกลุ่มผู้ผลิตจอแสดงผล แบบแอลซีดี ทั้งซัมซุง เอสดีไอ และโซนี่จากการประเมินของบริษัทวิจัยด้านการตลาดไอซัพพลาย ตลาดสำหรับจอแสดงผลแบบโอแอลอีดี และแอลซีดีที่ใช้พลังงานน้อยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยคาดว่าจนถึงปีพ.ศ. 2555 อาจมียอดขายมากถึง 24,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 27% เทียบกับยอดขายในปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     2. ไอเดียรถยนต์สปอร์ต 3 ล้อ แห่งปี 2020 จาก Peugeot Velocite นี่เป็นไอเดีย Concept Car จาก Peugeot Velocite ซึ่งออกแบบโดย Juan Calos โดยเขาได้ออกแบบรถยนต์ Peugeot สำหรับอนาคตในปี 2020 ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ Sport 3 ล้อที่เขาได้ไอเดียมาจากรถมอเตอร์ไซต์ โดยตัวเครื่องยนต์จะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Low-Resistance Electric Motor ซึ่งปราศจากไอเสียและเมื่อรถวิ่งลงเขาก็จะสามารถชาร์จพลังงานให้กับรถได้อีกด้วย   3. ไอเดียคอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคตในปี 2020 จาก Sony Nextep Computer ไอเดียคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตจาก Sony Nextep Computer โดยในปี 2020 เราจะมีคอมพิวเตอร์ที่มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นด้วยหน้าจอ OLED Touchscreen มีเทคโนโลยี Holographic Projector, Pull-Out Extra Keyboard และที่สำคัญมันจะอยู่บนข้อมือของคุณด้วย ไอเดียนี้อีก 10 ปีข้างหน้าคงได้เห็นกัน     4.คอมพิวเตอร์ผสมกับโคมไฟตั้งโต๊ะ (Computer Table Lamp Concept) จากรูป มองดูแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร? แต่แท้ที่จริงมันเป็นแนวคิดคอมพิวเตอร์ในอนาคต มองไปที่ด้านบนจะเห็นช่องใส่แผ่นซีดีรอม ควบคุมการทำงานด้วยจอแสดงผลแบบสัมพัส และมีพอร์ตเพื่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ คอนเซ็ปต์ของมันก็คือเป็น Media Center ที่มีทั้ง เครื่องเล่นดีวีดี อัลบัมภาพ เครื่องเสียง ทีวี และอินเตอร์เน็ต สามารถนำไปวางไว้ในห้องรับแขก เพื่อใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งในบ้านได้     5. เครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด(Ultracompact Digital Projector) เครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด (Ultracompact Digital Projector) Samsung ร่วมกับ Teague นำเสนอเครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด ออกแบบมาสำหรับการประชุมทางไกลผ่านกล้องวีดีโอ สามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเทคโนโลยี Laser Diode ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้หลายอย่าง มีการเชื่อมต่อไร้สาย และใช้งานอีเมล์     6. กล้องถ่ายดีวีดี (DVD Camcorder Concept) กล้องถ่ายดีวีดี (DVD Camcorder Concept) กล้อง บันทึกดีวีดีถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก และมีรูปทรงที่ต่างไปจากกล้องถ่ายวีดีโอในปัจจุบัน ด้วยรูปทรงของมันทำให้สามารถปรับหมุนเลนส์กล้องได้ 360 องศา นับเป็นการปฏิวัติกล้องถ่ายวีดีโอครั้งใหญ่เลยทีเดียว       7. เครื่องเล่นเกมส์ Playstation 3 เครื่องเล่นเกมส์ Playstation3 ออกแบบมาในรูปทรงแท่งสี่เหลี่ยมโค้งมน เน้นวัสดุที่ทำเหมือนโลหะ ทำให้ตัวเครื่องดูสวยเฉียบทีเดียว           8. แนวคิดรถยนต์ในอนาคตจากนิสสัน แนวคิดรถยนต์ในอนาคตจากนิสสัน ออกแบบมาสำหรับนักวิทบาศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักโบราณคดี หรือนักผจญภัย รถยนต์ “Nissan 4×4 Terranaut” คันนี้มีห้องโดยสารทรงกลม ที่นั่งคนขับปรับหมุนได้ 360 องศา น่าเสียดายที่เบาะสำหรับผู้โดยสารมีเพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น […]

Read More…

10 สิ่งของไฮเทคจากหนังที่สมควรกลายเป็นจริง

เทคโนโลยี-3

ย้อนดูหนังในตำนานไปกับ 10 สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีไฮเทคจากหนังดัง ที่หลายคนวาดฝันให้กลายเป็นความจริง ประโยชน์อย่างหนึ่งของการดูหนัง คือการสร้างเสริมจินตนาการซึ่งอาจต่อยอดสู่ความเป็นจริง มีหลายครั้งเรารู้สึกตื่นเต้นกับหนังที่มาพร้อมกับเครื่องมือมากมาย โดยไม่อาจคาดเดาว่าจะกลายเป็นความจริงเมื่อไร เราจึงได้รวบรวม 10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์จากหนังดังเรื่องต่าง ๆ ที่หลายคนเฝ้าคอย มาให้ดูกันชัด ๆ ว่าของชิ้นไหนมีโอกาสกลายเป็นจริงบ้าง ไปดูกันเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนน่าสนใจที่สุด 1. ดาบไลท์เซเบอร์ จาก Star Wars (1977) เชื่อได้เลยว่าแฟนหนังเรื่อง Star Wars คงเคยวาดฝันว่าดาบไลท์เซเบอร์จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต ข้อมูลทั่วไปดาบประเภทนี้คืออาวุธของเหล่าเจไดและซิธ โดยดาบแต่ละสีจะให้ความหมายต่างกันออกไป แต่คุณสมบัติที่เหมือนกันคือความแข็งแกร่งที่สามารถตัดผ่านของแข็งแบบสบาย ๆ แม้ดาบไลท์เซเบอร์จะเป็นเพียงจินตนาการในโลก Star Wars แต่เว็บไซต์ The Guardian รายงานการทดลองของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ MIT ที่ค้นพบการรวมโฟตอน (Photon) ให้กลายเป็นโมเลกุล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างดาบไลท์เซเบอร์ขึ้นมาจริง ๆ 2. เตียง Med-Bay จาก Elysium (2013) แม้หนังของผู้กำกับ นีลล์ บลอมแคมป์ (Neill Blomkamp) จะเต็มไปด้วยเครื่องมือไฮเทคมากมาย แต่ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็น Med-Bay เตียงไฮเทคซึ่งเป็นที่สุดของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความเจ๋งของเตียงตัวนี้คือการรักษาโรคภัยต่าง ๆ ได้ครอบจักรวาล เริ่มตั้งแต่การรักษากระดูกที่หักไปจนถึงโรคมะเร็ง โดยหนึ่งในตัวละครอย่าง ครูเกอร์ ถึงขนาดใช้เครื่องมือนี้รักษาการเสียโฉมของตัวเอง บอกได้เลยว่าถ้าหากเตียง Med-Bay กลายเป็นความจริงขึ้นมา มนุษย์เราอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหมอเก่ง ๆ อีกต่อไป 3. ชุดเกราะไอรอนแมน จาก Iron Man (2008) เบื้องหลังความเงางามของชุดเกราะไอรอนแมนเต็มไปด้วยคุณสมบัติที่หลายคนใฝ่ฝันถึง ความสามารถของมันเริ่มตั้งแต่การบินได้ มีความยืดหยุ่น มีความแข็งแกร่งซึ่งทนทานต่ออาวุธแทบทุกชนิด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีน้ำหนักเบาแถมพกพาง่ายอีกต่างหาก โดยเว็บไซต์ Tech Insider เปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเปิดตัวชุดเกราะคล้ายกับไอรอนแมนในอีก 2 ปี โดยชุดดังกล่าวสามารถป้องกันกระสุน ช่วยยกของหนัก และมีออกซิเจนสำรองในกรณีฉุกเฉิน 4. ปืนจุดมุมมอง จาก The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy (2005) ปืนจุดมุมมอง หรือ Point of View Gun คือเทคโนโลยีสุดเจ๋งจากหนังไซไฟ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy ที่แปลกตากว่าหนังเรื่องอื่น ๆ การทำงานของปืนกระบอกนี้จะทำให้คนถูกยิงเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองตามอย่างผู้ยิง กล่าวง่าย ๆ คือเราสามารถใช้ปืนกระบอกนี้ครอบงำความคิดของคนอื่นได้ง่าย ๆ ซึ่งถ้าหากเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดขึ้นในความเป็นจริง การรบราฆ่าฟันในสงครามต่าง ๆ น่าจะนองเลือดน้อยกว่าเดิมมากทีเดียว 5. อุปกรณ์ลบความทรงจำ Neuralyzer จาก Men in Black (1997) หนึ่งในเครื่องมือสุดเจ๋งของหน่วย M.I.B. คืออุปกรณ์ลบความทรงจำ Neuralyzer เพื่อให้ผู้คนลืมความทรงจำเกี่ยวกับการพบเห็นเอเลี่ยน ลองคิดดูว่าจะดีแค่ไหนหากแสงแฟลชวาบเดียวจากเครื่อง Neuralyzer สามารถลบความทรงจำร้าย ๆ ที่หลายคนอยากลืม โดยเฉพาะความเจ็บปวดในหัวใจที่ลบเท่าไรก็ลบไม่ออก บอกได้เลยว่าคนผลิตอุปกรณ์ชิ้นนี้จะต้องรวยเละอย่างแน่นอน 6. เครื่องเทเลพอร์ท จาก Star Trek: The Motion Picture (1979) จินตนาการดูว่าการเดินทางจะง่ายแค่ไหน หากโลกนี้มีเครื่องเทเลพอร์ทแบบ Star Trek ที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้คนหรือสิ่งของไปยังปลายทางในชั่วพริบตา หากวันหนึ่งเครื่องเทเลพอร์ทถูกสร้างขึ้นมาจริง ๆ จงเตรียมบอกลาปัญหารถติดหรือน้ำมันแพงไปได้เลย แถมมลพิษจากการขนส่งก็จะลดลงอีกด้วย 7. เสื้อเจ็ทแพ็ก จาก Minority Report (2002) Minority Report คือหนังที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เจ๋ง ๆ มากมาย แต่อุปกรณ์ที่เด็ดสุด ๆ คือเสื้อเจ็ทแพ็ก ซึ่งพระเอกของเรื่องอย่าง จอห์น แอนเดอร์สัน ใช้สวมใส่เพื่อป้องปรามการเกิดอาชญากรรม คุณสมบัติทั่วไปของเสื้อเจ็ทแพ็ก จะทำให้ผู้สวมใส่เหาะเหินเดินอากาศได้ โดยจุดเด่นของอุปกรณ์ดังกล่าวคือมีขนาดเล็ก พกพาง่าย และมีพลังงานเชื้อเพลิงไม่จำกัด นับเป็นทางเลือกแห่งการขนส่งที่น่าสนใจ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในช่วงเวลาเร่งด่วน 8. โฮเวอร์บอร์ด จาก Back to the Future Part 2 (1989) เทคโนโลยีจากหนัง Back to the Future ที่หลายคนอยากได้มาครอบครอง คือสเกตบอร์ดลอยได้ หรือโฮเวอร์บอร์ด ที่ตัวละครหลักอย่าง มาร์ตี้ แม็คฟลาย นำมาใช้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามความฝันที่เราจะได้ใช้โฮเวอร์บอร์ดเริ่มใกล้ความจริงเข้ามาทุกขณะ เพราะเมื่อปี 2014 ทีมนักพัฒนาสัญชาติแคนาดาอย่าง Hendo เปิดตัวต้นแบบสเกตบอร์ดลอยได้ตัวแรกของโลก โดยนำเทคโนโลยีแม่เหล็กมาทำให้อุปกรณ์ลอยได้ เช่นเดียวกับบริษัท Lexus เปิดตัวโฮเวอร์บอร์ดรุ่น Slide ออกมาทดลองเมื่อปี 2015 แม้ยังไม่สามารถเคลื่อนตัวอย่างคล่องแคล่วเหมือนในหนัง แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามมากทีเดียว 9. ช่องเสียบ Bio-ports จาก eXistenZ (1999) เนื้อหาของหนังเรื่อง eXistenZ พูดถึงตัวละครที่เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเกมเสมือนจริง โดยแต่ละคนจะมีช่องเสียบ ไบโอ-พอร์ต ที่เชื่อมต่อร่างกายของพวกเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์ แม้ไอเดียดังกล่าวอาจฟังดูน่าขนลุกในความเป็นจริง แต่มันจะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงในโลกคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ ชนิดที่อุปกรณ์ไหน ๆ ก็ให้ไม่ได้ […]

Read More…

เทคโนโลยีในอนาคต ที่เป็นสไตล์การดำเนินชีวิตของเรา

ถ้าหากกล่าวถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือปัจจัยอย่างหนึ่ง ที่สามารถจะทำให้การดำเนินชีวิต รวมถึงการทำงานต่างๆ บรรลุผลสำเร็จอย่างสะดวกสบาย แม่นยำ รวดเร็ว แต่ถ้ามองย้อนกลับไปคงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเมื่อโทรทัศน์, โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ นั้นได้ถูกพัฒนาให้เป็นสิ่งของแบบสมาร์ท ๆ แล้วถ้าในอนาคตละเคยสงสัยกันไหมว่า มันจะมีอะไรที่สุดยอดมาให้ยลโฉมอีกบ้าง…? ดังนั้นเราจึงจะพาชมเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนสไตล์การดำเนินชีวิตของเราไปอีกแบบ รวมถึงความแปลกใหม่ที่ไม่มีในปัจจุบัน แต่อาจสัมผัสได้ในอนาคต!! 1. คอมพิวเตอร์ ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว เชื่อได้ว่าหลายคนคงเคยสัมผัสกับคอมพิวเตอร์ยุคบุกเบิกกันแน่นอน ด้วยตัวเครื่อง (CPU) และหน้าจอขนาดใหญ่ รวมถึงอะไหล่ชิ้นส่วนราคาแสนแพง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ก้าวมาเป็นส่วนสำคัญในวงการคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้มีขนาดเล็กลง, ความสามารถเพิ่มขึ้น, นํ้าหนักเบา หรือทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เป็นเรื่องง่าย 2. โทรทัศน์ ถือว่าเป็นสิ่งของที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไล่มาตั้งแต่โทรทัศน์แบบหมุนหาคลื่น รวมถึงตัวเครื่องขนาดใหญ่ นํ้าหนักมาก มาจนถึงการสั่งการด้วยคำสั่งเสียง, การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, วัสดุการผลิตขนาดเล็ก หรือการแสดงภาพคมชัดสมจริง สวยสดงดงาม ก็เรียกได้ว่าเป็นโทรทัศน์ที่มีความสามารถมากกว่าโทรทัศน์แล้ว 3. สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต นับได้ว่าเป็นยุคทองของเหล่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างแท้จริง ซึ่งในหนึ่งปีก็มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ออกมาให้ได้ยลโฉมกันหลายสิบเครื่อง จากหลากหลายค่าย โดยก็มักมีนวัตกรรม หรือจุดเด่นต่างๆ ผสมผสานอยู่เสมอ หรือฟีเจอร์สุดลํ้า 4. โทรศัพท์บ้าน หากเราสังเกตตามภาพยนต์แนว Sci-Fi โทรศัพท์ภายในบ้านจะมีลักษณะคล้ายเข็มทิศ หรือแผ่นใสขนาดยาว โปร่งแสง และมีตัวเลขปรากฏ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ขึ้นโชว์ให้เห็น อีกทั้งผู้ใช้งานจะสามารถสั่งการด้วยเสียง หรือนำมาประยุกต์ใช้กับสมาร์ทโฟนก็ทำได้เหมือนกัน 5. เครื่องใช้ภายในบ้าน ถือเป็นการพัฒนาสิ่งของภายในบ้าน ให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบายมากกว่าเดิม ลองนึกภาพดูว่าถ้ามีเตาปิ้งย่าง สามารถบอกวิธีการย่างเนื้อวัว หรือเนื้อหมู แม้แต่การบอกสูตรทำกับข้าว แนะนำเครื่องเทศต่างๆ คงอร่อยกันเลยทีเดียว 6. เสื้อผ้า/รองเท้า/อุปกรณ์สวมใส่ จะเป็นอย่างไรเมื่อสิ่งของเหล่านี้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะของเราในการดำเนินกิจกรรมประจำวัน และตอนนี้ก็มีให้เห็นกันบ้างแล้ว เช่น นาฬิกา, รองเท้า, ถุงมือ เป็นต้น ทว่าความสามารถยังคงอยู่ในขีดจำกัด แต่ก็เชื่อได้ว่าเบื้องหน้าอาจกลายเป็นสิ่งของไฮเทคที่ขาดไมได้ก็เป็นได้ 7. รถยนต์/มอเตอร์ไซค์/จักรยาน เมื่อเราชมภาพยนตร์ Sci-Fi ทั้งหลายเราคงคิดกันบ้างละ ถ้ามันเป็นแบบในหนังบ้างก็คงดี อย่างเช่นเรื่อง Transformer จากรถกลายเป็นหุ่นยนต์ 8. ตึก/บ้านเรือน การเปลี่ยนแปลงของตึก หรือบ้านเรือนภายในให้มีความสามารถแบบสมาร์ทๆ คงน่าตื่นเต้นไม่น้อย ดังที่เราเคยได้เห็นในภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง แต่ภายนอกการออกแบบตึก หรือบ้านมักจะมีลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมถึงจุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการออกแบบได้ มันน่าตื่นตาไม่น้อย อย่างไรก็ตาม 8 อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ว่าจะได้รับการพัฒนาให้สมาร์ทๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายสิ่งรอบตัวเรา ก็สามารถเป็นของไฮเทคได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นอนาคตมันจะหน้าตาเป็นอย่างไร เราคงต้องเดินทางไปพร้อมกัน […]

Read More…

8 เทรนด์เทคโนโลยี เปลี่ยนยุคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่

เทคโนโลยี

วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต ผลการสำรวจผลจาก Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการพลิกโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตอีก 3-7 ปีข้างหน้า อันดับ 1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) Ai เรียกง่ายๆก็คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล จนสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพราะการนำไปใช้งานของแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ในอนาคต ความก้าวหน้าและผลสำเร็จของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ทุกเรื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันทำได้ แต่ถึงกระนั้นความกังวลใจเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เองได้อย่างอิสระของปัญญาประดิษฐ์ก็ถูกมองว่าอาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง อันดับ 2 โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) AR เทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริง ด้วยรูปแบบการผสมผสานเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริงมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไปจะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต อันดับ 3 บล็อกเชน (Blockchain) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีการร้อยต่อข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด โดยข้อมูลทุกบล็อกจะเป็นเหมือนสำเนาของตัวเอง เมื่อเกิดการแก้ไขจะทำให้ทุกบล็อกรับรู้การแก้ไขนั้น ๆ และมีประวัติเก็บไว้อย่างซับซ้อน โดยเนื้อแท้ของเทคโนโลยีจึงมีความปลอดภัยจากโครงสร้างที่เกิดขึ้น ซึ่งความสามารถของบล็อกเชนเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อถูกนำมาใช้งานในรูปของ Bitcoin หรือเงินเสมือนจริงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยรูปแบบการบันทึกทุกกล่องเป็นสำเนาข้อมูลเหมือนกันหมด ทำให้บล็อกเชนมีความปลอดภัยมากกว่าการบันทึกด้วยมนุษย์หรือเครื่องมือบันทึกใด ๆ ที่มีอยู่เดิม และนั่นก็ทำให้บล็อกเชนได้รับความสนใจกับกลุ่มธุรกิจการเงินเช่นธนาคารเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีความปลอดภัยและรวดเร็วมากกว่าเทคโนโลยีการเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อันดับ 4 โดรน (Drones) โดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถของการบินหลายระยะด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้โดรนเข้ามาแทนที่ในการบินหลากหลายระบบทั้งเล็กและใหญ่ เช่น จากเดิมที่ใช้เครื่องบินใส่ปุ๋ยและยาพืชไร่ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องโดรนที่บรรทุกปุ๋ยและยาบินเข้าพื้นที่แบบอัตโนมัติตามการวางโปรแกรมการบินเพื่อจัดการพื้นที่ได้อย่างไม่หลงลืม ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โดรนในหลายรูปแบบ ทั้งทางการทหาร การช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งการขนส่ง ทำให้โดรนกลายเป็นเครื่องมือขนส่งที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางอากาศระยะไกลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนส่งคนหรือสิ่งของก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ แต่กระนั้นก็เริ่มมีการทดลองอย่างจริงจังในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่กลายมาเป็นระบบค้าขายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) เทคโนโลยี IoT เป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงกันมากที่สุด เพราะสามารถแทรกตัวเข้าไปได้แทบทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีของการสื่อสารอุปกรณ์เท่านั้น โดยคาดหวังกันว่า IoT จะช่วยลดเวลาการจัดการทั้งหมดของมนุษย์ รวมไปถึงการดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ IoT ยังเป็นอุปกรณ์ที่จะเก็บข้อมูล รายงานสิ่งที่จำเป็นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการตรวจสอบในระบบสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับได้ว่าการแทรกตัวเข้าไปของทุกอุตสาหกรรมยังมีต้นทุนที่ราคาไม่แพงเกินไป ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฝังเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ แต่หัวใจของการประมวลผลและคิดวิเคราะห์ยังคงใช้งานจากส่วนกลางเพื่อสนองตอบพฤติกรรมนั่นเอง อันดับ 6 หุ่นยนต์ (Robots) หุ่นยนต์เป็นเป้าหมายใหม่ของการทดแทนแรงงานในอนาคต เนื่องจากงานบางชนิดเป็นการใช้แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ด้วยค่าแรงที่ต่ำหรือปัญหาของพื้นที่ก็ตามแต่ ซึ่งในโลกอุตสาหกรรมหุ่นยนต์แขนกลที่ทำหน้าที่แทนหนุ่มสาวโรงงาน ทั้งการยกของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมตามไลน์การผลิต มักใช้หุ่นยนต์แขนกลที่มีเพียงจังหวะหมุนของการผลิตเท่านั้น และนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถเข้าไปแทนที่การทำงานในแง่มุมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ่นยนต์ดับเพลิง กู้ภัย หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ให้บริการ ทำให้ในอนาคต หุ่นยนต์จะถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มากขึ้น อันดับที่ 7 โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) VR เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะดูใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่าง ๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ อันดับที่ 8 ระบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ อาจจะฟังดูเป็นเครื่องพรินเตอร์ที่วุ่นวายกับเรื่องหมึกไปสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วเครื่องนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เนื่องจากฟีเจอร์การทำงานเป็นเหมือนการแกะสลักด้วยแบบดิจิทัลที่สั่งงานโดยคอมพิวเตอร์ ค่อย ๆ แกะเนื้อวัสดุออกตามที่ต้องการไปทีละขั้นทีละตอน เหมือนการขึ้นรูปวัสดุ และนั่นก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นที่หมายปองของนักออกแบบ เพราะเพียงเวลาไม่นาน แบบที่ร่างไว้ในคอมพิวเตอร์ก็จะถูกพรินต์ออกมาเป็นโมเดล 3 มิติที่จับต้องได้ทุกประการ ด้วยจุดเด่นของการทำงานที่ไม่จำกัดจำนวน และรวดเร็วเช่นที่พรินเตอร์จะพิมพ์ออกมาได้ ทำให้เครื่องพิมพ์เช่นนี้หลุดเข้าไปในหลากหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่าในวงการแพทย์ที่มีการออกแบบอวัยวะเทียมเพื่อทดแทนอวัยวะสำคัญที่ขาดหายไป การออกแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้วฉีดเซลล์เข้าไปเพื่อลดอาการต่อต้านก็จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทั้ง 8 นี้ต่างมีบทบาทของการพัฒนาและคุณประโยชน์ที่สามารถพลิกการใช้งานเครื่องมือในปัจจุบันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่จะต่อยอดในอนาคตจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และท้ายที่สุด คนธรรมดาก็สามารถเอื้อมถึงได้นั่นเอง […]

Read More…

Digital Entrepreneur เฟืองตัวสำคัญเพื่อก้าวสู่ Thailand 4.0

nashreolum

ไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทาง และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญ สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ๆ ที่เปลียนแปลงอย่างเร็ว รุนแรงในศตวรรษที่ 21 ได้ ดังนั้นประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาทางด้านวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ ซึ่งเป็นที่มาของการเกิด Digital Entrepreneur เพราะเป็นการมุ่งเน้นการสร้างธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดเป็นสินค้าและบริการบนพื้นฐานของการสร้างสรรค์นวัตกรรมผสมผสานเข้ากับการทำธุรกิจ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ได้เห็นความสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับธุรกิจดิจิทัลในกลุ่มคนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไปให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และพร้อมให้การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรม และทำให้เกิด Digital Entrepreneurship ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตและประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ โดย DEPA มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการดิจิทัล ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอมอี และโอทอปใช้แพลตฟอร์ม CMS (Channel Management System) เป็นแพลตฟอร์มที่ทางสำนักงานฯ ได้สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs OTOP รวมถึงวิสาหกิจชุมชนมีความเข้าใจในการพัฒนาศักยภาพในการขายของรวมถึงการเพิ่มช่องทางการค้าขายออนไลน์ โดยสามารถกระจายสินค้าของตนเองไปยัง E Market Place ต่างๆ ได้ภายในคลิกเดียว รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลของสินค้าก็ทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบ Channel Management System หรือ CMS 2.มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการจดแจ้งลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาสำนักงานได้สร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาให้กับกลุ่มประชาชน กลุ่มผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ที่อยู๋ในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยได้ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่ออบรม สัมมนา ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องรวมถึงความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่ยุค Thailand 4.o 3.มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สำนักงานสร้างความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มีการอนุมัติโครงการค้ำประกันผู้ประกอบการในวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ Digital Startup และ กลุ่มผู้ประกอบการ นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ 4.การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการส่งเสริม และพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ โดยการขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองความมีตัวตน สร้างความน่าเชื่อถือ อีกทั้งสำนักงานยังสามารถอัพเดทข้อมูลของผู้ประกอบการเพื่อนำมาขยายผล วิเคราะห์ หาแนวทางการส่งเสริมแก่กลุ่มผู้ประกอบการในอนาคตได้อีกด้วย 5.การผลักดันส่งเสริมให้เกิดดิจิทัลสตาร์ทอัพ ผ่านการสร้างนักคิดนักพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัล ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรม และนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปการดำเนินธุรกิจแบบดั้มเดิม สู่การดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของไทยให้สามารถปฏิรูปสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างครบวงจร โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการดิจิทัลที่สำนักงานได้เข้าให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จะเป็นหนึ่งในกลไลสำคัญที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศรายได้ปานกลาง และก้าวสู่ “การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด […]

Read More…