7 การแพทย์แห่งอนาคต ที่เอามาใช้ในปัจจุบัน

มองอนาคตการแพทย์เมื่อโลกเข้าถึงเทคโนโลยีพิมพ์อวัยวะ

ประเทศญี่ปุ่นกับตุรกีกำลังแนวคิดยิ่งใหญ่ร่วมกันซึ่งถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์แก่ชาวเอเชียทั้งทวีปด้วย โดยแนวคิดที่ว่าก็คือการสร้างทางรถไฟเชื่อมกันระหว่างเอเชียกับยุโรป สองแผ่นดินทองก็จะคล้องเป็นแผ่นดินเดียวกันแนบแน่นยิ่งขึ้น ตอนนี้ 2 ประเทศจับมือกันที่จะสานฝันนี้ โดยเฉพาะสำหรับประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารประเทศของทั้งสองชาติเห็นว่าแต่ละชาติก็เป็นดั่งปีกอันยิ่งใหญ่ที่ขนาบข้างทวีปเอเชีย ทางตุรกีก็มีแผ่นดินเชื่อมกับยุโรปทั้งทวีป ส่วนญี่ปุ่นก็เป็นดินแดนเก่าแก่แต่รุ่มรวยความไฮเทคชั้นนำของโลก แนวคิดนี้จึงน่าติดตามดูกันครับ เราจะได้เห็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของคนเอเชียด้วยกันในเวลาอันใกล้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพราะแต่ละชาติต่างรู้สึกศักยภาพของตัวเอง รู้ดีว่าตัวเองสามารถที่จะพากเพียรอุตสาหะจนไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ท้อถอยแล้วเอาแต่ฝัน ซึ่งความสำเร็จสำคัญในยุคต่อไปจะมีดังต่อไปนี้ 1. ปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อนในคนไข้เบาหวาน คนไข้เบาหวานมีเฮได้ จาการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยเมื่อเร็วๆนี้ท่านว่าจะมีนวัตกรรมการรักษาเบาหวานด้วยการปลูกถ่ายเซลล์สร้างอินสุลินให้คนไข้ นอกจากนั้นก็ยังมีนวัตกรรมตับอ่อนเทียมที่กำลังศึกษากันอยู่ ซึ่งต่อไปก็น่าจะเป็นความจริงได้ 2. การส่องกล้องผ่าตัดในอวัยวะที่หลากหลายขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีส่องกล้องทันสมัยขึ้นมากด้วยระบบเส้นใยนำแสงที่ไฮเทคขึ้น ขนาดกล้องที่เป็นแท่งเล็กลงจึงทำให้การส่องกล้องสามารถซอกซอนเข้าไปในที่ที่เล็กแคบได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดเข้าไป ทำให้คนไข้ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลนานและแผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น ตัวอย่างการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องเช่น ผ่าตัดกระดูกต้นคอ,ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทางรักแร้,ผ่าตัดมดลูก หรือแม้แต่ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน 3. การฉายแสงรักษามะเร็งที่ตรงเฉพาะจุด เมื่อก่อนการฉายแสงมีความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ต่ออวัยวะรอบข้าง เปรียบเหมือนกับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงตรงจุดยุทธศาสตร์ที่เลี่ยงการทำลายล้างหมู่บ้านข้างๆไปไม่ได้ แต่ในอนาคตการฉายแสงจะตรงจุดมากขึ้นโดยเฉพาะในอวัยวะที่บอบบางอย่าง “ปอด” ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากเหมือนการฉายแสงรุ่นก่อน 4. การสแกนคอมพิวเตอร์ที่เห็นภาพชัดเหมือนส่องกล้อง ด้วยฝีมือคอมพิวเตอร์ระดับเทพที่ทำให้ดู “เสมือนจริง” ทั้งสมอง,หลอดเลือด,หัวใจและอวัยวะอื่นๆที่ดูราวกับมีมือวิเศษมาชำแหละให้เห็นถึงข้างในโดยที่คนไข้ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใดเลย เชื่อว่าต่อไปจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยได้อย่างน่าทึ่ง 5. ยาพุ่งเป้า ยารักษาโรคในยุคต่อไปจะทำให้ “เข้าล็อค” เหมือนกุญแจที่ตรงเข้าสวมกับแม่กุญแจได้ทันที ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดโรค รักษามะเร็งตรงจุดที่มีปัญหา และที่สำคัญคือไม่ไปรบกวนอวัยวะข้างเคียงให้ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย 6. นาโนเทคโนโลยีดูดซึมยา อาทิ วิตามินนาโน,ครีมนาโนและเครื่องสำอางค์นาโน ที่จะใช้ประโยชน์จากความเล็กจิ๋วของอนุภาคพิเศษเพื่อ “ดึง” ยาเข้าไปให้ดูดซึมได้ดียิ่งกว่ายาแบบเดิมๆ โดยอนุภาคนาโนจะทำให้เข้าไปอยู่ในน้ำก็ได้หรือไขมันก็ได้ เรียกว่าพาขึ้นเขาลงห้วยสะเทินน้ำสะเทินบกได้หมดทุกสภาพการณ์ 7. เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันที่ให้คนไข้มีส่วนร่วมในการรักษา เน้นรักษาทั้งร่างกายไม่แยกอวัยวะ โดยเน้นการใช้ยาอย่างมีเหตุผลและให้คนรักษาโรคง่ายๆด้วยตัวเองเบื้องต้นก่อนด้วยหลักที่ครอบคลุมทั้งกาย,ใจและจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบมีการศึกษาวิจัยรองรับ(Evidence based)ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ สุดท้ายนี้ขอย้ำกับท่านที่รักอีกทีว่าเทคโนโลยีไฮเทคทั้งหลายเหล่านี้ที่ว่ามาอยู่ในขั้นที่ “เกินฝัน” บนแผ่นกระดาษแล้วนะ มีงานวิจัยที่รองรับอย่างแน่นหนา กำลังที่จะออกมาเป็นความจริงให้เราสัมผัสได้ บางอย่างเหลือแค่ตบแต่งขั้นสุดท้ายให้เหมาะกับการใช้งานจริงที่ไม่ติดกับทฤษฏีที่สำคัญคืองานที่เป็นดั่งฝันพวกนี้ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนคนเดียวแต่เป็นกลุ่มเพื่อนมนุษย์ที่มีความฝันร่วมกันและพร้อมจะฝ่าฟันไปด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อ […]

Read More…

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด

การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์

มนุษย์ต้องการดำรงชีพอยู่ในสังคมต่อไปเรื่อยๆ ทำให้มนุษย์คิดค้นวิธีการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างยืนยาวที่สุด ทำให้ทางการแพทย์จำเป็นต้องคิดค้นเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ และสำหรับเทคโนโลยีที่ได้ก้าวหน้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ 1. สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกชนิด สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในประเทศไทยได้มีการสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์มา 6-7 ปีแล้ว และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้หลายชนิด รวมทั้งเริ่มมีการนำมาใช้รักษาจริง 2. interferon beta เป็นสารอย่างหนึ่งที่พบได้ในร่างกายเราเอง มีฤทธิ์ยับยั้งการโจมตีปลอกหุ้มเส้นประสาทของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมาก 3.วัคซีนสำหรับอัลไซเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากประเทศแคนาดาได้พัฒนาวัคซีนที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาการสูญเสียความทรงจำ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านสารก่อโรค ผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์บางส่วนมีการตอบสนองต่อวัคซีนมีความจำที่ดีขึ้น 4. ยาต้านมะเร็งอัจฉริยะ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบยามะเร็งตระกูลใหม่ที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะเจาะจงเปรียบเหมือนกับจรวดนำวิถีที่ล็อคเป้าหมายให้ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยาเหล่านี้ได้แก่ Imatinib และ gefitinib ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก 5. หัวใจเทียมเสมือนจริง หัวใจเทียมนี้ คือ AbioCor โดยบริษัท Abiomed ออกแบบและวิจัยพัฒนามากว่า 30 ปี AbioCor เป็นหัวใจเทียมที่ผลิตจากไททาเนียมและพลาสติกชนิดพิเศษ ได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังปอดและส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้เหมือนกับหัวใจจริง 6. ยาเพิ่ม HDL เป็นโคเลสเตอรอลชนิดดีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ในผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงจะพบว่ามีโคเลสเตอรอลชนิดร้าย คือ แอลดีแอล มหาวิทยาลัยทัฟทส์ได้ค้นพบยาใหม่ที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ ยานี้คือ torcetrapib ที่สามารถกระตุ้นให้ระดับเอชดีแอลเพิ่มขึ้นได้ถึงสองเท่า และยังช่วยลดระดับแอลดีแอลได้ด้วย ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการแพทย์ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ และอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งต้องอาศัยเงินจำนวนมาก […]

Read More…

เทคโนโลยการแพทย์ที่จะมาเขย่าวงการสุขภาพภายในปี 2020

การแพทย์

วงการสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ถูกคาดหวังว่าจะมี อนาคตที่ยาวไกลในเชิงของการช่วยวินิจฉัยโรค การรักษา การดูแลทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ป่วย เทคโนโลยีในอนาคตเหล่านี้มีศักยภาพสูงในการพลิกโฉมวงการการแพทย์และสุขภาพ 1. ปัญญาประดิษฐ์ กับวงการแพทย์ “จะมีอัตราการเติบโต 42% และจะมีมูลค่าสูงถึง 6.6 พันล้านในปี 2021” เป้าหมายของ AI ในวงการสุขภาพ คือการพัฒนาการรักษา และดูแลผู้ป่วยโดยการช่วยแพทย์เวชปฏิบัติในการใช้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งระบบได้ทำการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและจดจำข้อมูลไว้แล้ว ทำให้สามารถนำเสนอการรักษาที่ดีเยี่ยมสู่ผู้ป่วยได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการบริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยได้แบบ real-time ทันที ที่มีความความต้องการ ทั้งยังเป็นข้อมูลคุณภาพจากแหล่งข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์ทางการแพทย์ (EHRs) ด้วย คาดกันว่าตลาดของ AI ที่เกี่ยวเนื่องกับวงการสุขภาพจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลกด้วยอัตรา การเติบโตที่สูงถึง 42% ไปจนถึงปี 2021 ประสิทธิภาพการรักษาที่ดีเยี่ยม, ค่าใช้จ่ายที่ลดลง, กำจัดขั้นตอนฟุ่มเฟือยเพื่อให้กระแสงานในโรงพยาบาลหมุนเวียนง่ายขึ้น, และแผนการรักษาแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาด AI ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการสุขภาพ AI ช่วยพัฒนาการเข้าถึงและวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยความช่วยเหลือของระบบประมวลผลภาพดิจิทัล, การจดจำแบบแผน, และการเรียนรู้ของเครื่องจักรบน AI แพลตฟอร์ม 2. ภูมิคุ้มกันบำบัด กำลังเติบโตที่อัตราสูงถึง 139% “ภูมิคุ้มกันบำบัด” เอื้อประโยชน์ในการรักษาโดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการรับมือกับมะเร็ง ทั้งยังมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย มันช่วยสร้างมิติใหม่ทั้งในแง่ของการ ยืดอายุผู้ป่วยรายคนให้ยาวนานขึ้นและการช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งไฝ ที่ถือเป็นความต้องการสำคัญทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนองแถมมีทางเลือกในการรักษาที่จำกัด ในแต่ละปีมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งไฝมากกว่า 160,000 รายทั่วโลก และมียอดผู้เสียชีวิตรายปีสูงถึง 40,000 ราย ความหวังของวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของมันเมื่อถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยในวงกว้าง เมื่ออัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในเชิงมะเร็งวิทยาเป็นที่ตระหนัก ศักยภาพของมันจะเพิ่มขึ้นแบบ ทวีคูณ ขณะที่ตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับครองตำแหน่งประเด็นสนทนายอดนิยมในแวดวงการแพทย์ วิธีการรักษาอื่นๆ ที่ดูมีความหวังได้แก่ การปลูกสร้างแบบใหม่ระดับโมเลกุล เช่น การดัดแปลงโมเลกุลรับสัญญาณให้เป็นแบบลูกผสม (CARs), การผสมผสานวิทยาการรักษาด้วยยาเก่าและใหม่, ตลอดจนการ ปรับเกณฑ์การให้ยาและวัคซีน ตลาดของตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับมีมูลค่า 3 พันล้านเหรียญในปี 2015 และคาดว่าจะแตะ 21.1 พันล้านเหรียญภายในปี 2020 กล่าวได้ว่ามีอัตรการเติบโตสูงถึง 139% 3. การตรวจพิสูจน์ของเหลว : ศักยภาพในการจับตาดูมะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย การตรวจพิสูจน์ของเหลว (Liquid Biopsy) สามารถสกัดเซลล์มะเร็งออกจากตัวอย่างเลือดธรรมดาๆ ได้ และมีศักยภาพ ที่จะปฏิวัติการรักษาโดยการติดตามดูเซลล์มะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย ปัจจุบันการตรวจชิ้นเนื้อซ้ำหลายๆ รอบคือสิ่งจำเป็นในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อร้าย และนับเป็นความท้าทายอย่างมากต่อร่างกาย ของผู้ป่วย การตรวจพิสูจน์ของเหลวสร้างโอกาสที่แสนหอมหวานในการลงทุนให้กับธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยโรค โดยการมุ่งเน้นไปที่ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น ดีเอ็นเอและเซลล์มะเร็ง ได้เปิดโลกใหม่ที่ทำให้ การติดตามเฝ้าดูเนื้อร้ายกลายเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงกับร่างกายอีกต่อไป คาดกันว่าภายในเวลาประมาณ 2 ปี การตรวจพิสูจน์ของเหลวจะกลายมาเป็นส่วนเสริมที่สำคัญให้กับการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ เทคโนโลยีนี้ได้รับ การพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกว่ามาก และสามารถตรวจจับอาการทรุดของโรคได้ก่อนการทำซีทีสแกน เสียอีก หัวใจของมันคือการที่แพทย์สามารถตรวจมะเร็งได้โดยไม่ต้อง “เข้าถึงตัวมะเร็ง” ซึ่งตรงนี้เองคือ จุดสำคัญที่ต่างจากการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ 4. ยีนดัดแปลง CRISPR/Cas9 : วิธีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆ จะต้องหยุดชะงัก CRISPR/Cas9 คือเทคนิคการตัดต่อยีนซึ่งสามารถแก้ไขความบกพร่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำตรงจุดใน ระดับดีเอ็นเอ แถมยังวางใจได้และมีประสิทธิภาพในเชิงราคาด้วย ในระยะเวลาสั้นๆ มันได้เข้ามากุม ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการวิจัยและพัฒนาวิทยาการ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับวิทยาศาสตร์ชีวภาพในส่วนตลาดที่สำคัญทั่วโลก เทคนิคนี้ถูกปล่อยออกมาในวงการวิจัยครั้งแรกในปี 2014 และหลายองค์กรต่างแห่กันนำมันมาใช้เพื่อผลิตเครื่องมือวิจัยและพัฒนาการรักษาโรค Sangamo Biosciences คือบริษัทที่นำหนึ่งในเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้สร้างผลงานมากที่สุด อย่างเช่นการใช้นิวเคลียส วิศวกรรม Zinc Finger Nucleases เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาโรคที่ถึงขั้นนำมาใช้กับมนุษย์ได้ ส่วนบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น startup น้องใหม่ CRISPR Therapeutics และ Editas Medicine โฟกัสไปที่ CRISPR และได้รับเงินระดมทุนหลายล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การดัดแปลงยีนเพื่อนำมาใช้รักษาโรคในมนุษย์จะแย่งไฟบนเวทีไปครองได้สำเร็จแต่ในวงการอื่นๆ อันได้แก่ เกษตรกรรมและสารเคมีพิเศษ ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลกว่าผลวิจัยที่มีอยู่ในท้องตลาดแล้ว การตัดแต่งยีนมอบโอกาสให้พวกเขาสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ปรับคุณสมบัติที่สำคัญของพืชไร่และสัตว์ เพิ่มผลผลิตและคุณค่าเชิงสารอาหารของพืช สร้างพันธุ์พืชไร่ที่ทนต่อโรค แมลงศัตรูพืช หรือความสุดขั้วของสภาพอากาศ เพิ่มความทนทานของสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ให้สามารถทนต่อโรค และมีคุณสมบัติด้านสารอาหารที่ดีขึ้น บทวิเคราะห์จากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติมีการกล่าวถึง CRISPR/Cas9 ตั้งแต่ปี 2013 มาจนถึงปี 2015 ว่าเทคโนโลยีการตัดต่อยีนดังกล่าวนี้มีอัตราการเติบโต อย่างมหาศาล ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2014 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 เท่า และจากปี 2014 ถึง 2015 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 3 เท่า ผู้ใช้สุดท้ายที่นำ CRISPR/Cas9 มาใช้ไม่ได้มีเพียงแค่นักวิจัย สายวิชาการเท่านั้นเนื่องจากมันส่งผลสำคัญต่อวิทยาการรักษาโรคด้วย เทคโนโลยีนี้เอาชนะความท้าทาย หลายอย่างโดยใช้ RNAi, TALENs และ ZFN เป็นเครื่องมือตัดต่อจีโนม และดูมีความเป็นไปได้มากที่ มูลค่าของมันในตลาดจะไต่ขึ้นสูงถึงหลายร้อยล้านเหรียญภายในไม่กี่ปีข้างหน้า 5. เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ : ตัวพลิกเกมแห่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและอวัยวะ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมีศักยภาพมากในวงการสุขภาพเพราะคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับ ตัวบุคคลได้ของมัน การพิมพ์ 3 มิติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับบุคคลได้จะช่วยลดเวลาในการผ่าตัดและ ค่าใช้จ่ายในการรักษาลงอย่างฮวบฮาบ ในปัจจุบันเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางที่สุด ในการพิมพ์โครงเลี้ยงเซลล์, กระดูกเทียม (สำหรับการผ่าตัดใส่กระดูกเทียม), และเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างเช่น ฟันปลอม หรือเครื่องช่วยฟัง ส่วนตัวพลิกเกมในวงการการพิมพ์ 3 มิติในอนาคตน่าจะเป็นการ พิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ตับ หัวใจ หู มือ ตา หรือการสร้างหน่วยเนื้อเยื่อที่เล็กที่สุดที่สามารถ […]

Read More…

เครื่อง INDIBA

เครื่อง INDIBA

INDIBA (ยกกระชับผิวด้วยRF) INDIBA (ยกกระชับด้วยหลักHyperthermia) คือ วิธีการยกกระชับผิวและกำจัดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งรับรองโดยทางการแพทย์แล้วว่าปลอดภัยปราศจากผลข้างเคียง วิวัฒนาการ รูปแบบใหม่ของการ ยกกระชับผิวใบหน้า กระชับสัดส่วนร่างกาย ลดเซลลูไลท์และริ้วรอยแห่งวัย ลดถุงไขมันใต้ตา กระชับทรวงอก INDIBA Method คืออะไร? คือ  วิทยาการของการนำเทคโนโลยีของคลื่นความถี่วิทยุในช่วงความถี่ประมาณ 0.5 MHz (เมกกะ-เฮิรตซ์) ผ่านเข้าสู่ร่างกายซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปของพลังงานภายในร่างกายให้ มีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 3ํC- 5ํC โดยมีหัวอิเลคโทรด 2 ชนิดใช้ในการรักษา ชนิดแรกคือ Capacitive Electrode(CET)  ใช้สำหรับเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง รวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมัน ชนิดที่2 คือ Resistive Electrode (RET) ใช้สำหรับกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองเฉพาะจุด และเผาผลาญไขมันระดับลึก  ซึ่งจากการวิจัยพบว่าคลื่นความถี่ระดับนี้สามารถ ทำให้ผิวยกกระชับ รูปร่างได้สัดส่วน ผิวเนียนเรียบ รวมทั้งลดริ้วรอยของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ INDIBA ทำงานอย่างไร? คือการใช้คลื่นวิทยุความถี่ 0.5 MHz ทำให้เกิดผลของ Hyperthermia หรือไข้เทียม ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นประมาณ 3ํC-5ํC (อุณหภูมิร่างกายปกติประมาณ 37ํC) ทำให้เกิดผลดังนี้ Vasodilator Effect (การขยายตัวของหลอดเลือด) – เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต – เพิ่มสารอาหารและออกซิเจนให้กับเซลล์และเนื้อเยื่อ – ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้มีชีวิตชีวา ช่วยในการกระตุ้นและไล่น้ำเหลืองหรือขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เพิ่ม metabolism และสลายไขมัน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น  ทำให้ผิวพรรณเรียบเนียน ตึงกระชับ ผลการรักษาด้วย INDIBA จากการศึกษาพบว่า หลังการรักษาด้วยINDIBAเพียงครั้งแรก คุณจะรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้นและสัดส่วนลดลงในบริเวณที่รักษา โดยการลดลงของสัดส่วนนี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวหนังและชั้น ไขมันรวมทั้งอายุของ ผู้ที่เข้ารับการรักษาแต่ละราย นอกจากนี้คุณจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนหลังจากเข้ารับการรักษาประมาณ 5 ครั้งโดยคุณสังเกตได้จาก เรือนร่างที่ได้สัดส่วนและตึงกระชับ ผิวเนียนเรียบขึ้นและมีชีวิตชีวา ริ้วรอยลดลงและรอยแผลเป็นเรียบขึ้น สำหรับใบหน้าที่หย่อนคล้อย สามารถแก้ไขรูปหน้าให้เรียวกระชับได้ ความปลอดภัยของการ รักษาด้วย INDIBA INDIBA เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะไม่เกิน 42-ํC และเป็นอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจากภายในร่างกายโดยปราศจากผลข้างเคียงใด ๆ สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกวัน ขณะรักษา คุณจะรู้สึกอุ่นสบายและผ่อนคลายอย่างมาก ข้อควรปฏิบัติ หลังจากได้รับการรักษาด้วย INDIBA แล้ว ผู้เข้ารับการรักษาควรดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดอย่างน้อย 3-4 ลิตร ภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้ของเสียที่คั่งสะสมอยู่ภายในร่างกายถูกกำจัดออกไปโดยเร็วที่ สุดซึ่งจะให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าเราจะสามาถกำจัดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ได้จนมีเรือนร่างที่ได้ สัด ส่วนและกระชับแล้ว แต่ก็ควรป้องกันการกลับมาสะสมของไขมันเหล่านี้ โดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 8 แก้ว หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมัน *การลบริ้วรอยและ กระชับผิวบริเวณใบหน้า INDIBA ช่วยทำให้ผิวหน้าตึงกระชับและลดริ้วรอยแห่งวัยโดยอาศัยหลักการข้างต้น กระตุ้นขบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ (collagen remodeling) ข้อปฏิบัติหลังทำIndiba หลังทำควรดื่มน้ำให้มากๆเนื่องจาก อัตราการเห็นผลจะดีกว่าผู้ที่ดื่มน้ำน้อย […]

Read More…

เครื่อง GentleYAG Laser

เครื่อง GENTLEYAG LASER

หลักการทำงาน เติมความมั่นใจใต้วงแขน ผิวหน้า หน้าแข้งและทุกส่วนในร่างกายให้เรียบเนียนสวยไร้ขนพลังงานจากแสงเลเซอร์จะถูกดูดซึมโดยเม็ดสีเมลานินในต่อมขน พลังงานที่ถูกดูดซึมนี้เองจะไปทำลายเซลล์รากขนที่อยู่รอบๆ เมื่อเซลล์รากขนถูกทำลายเส้นขนก็จะหลุดร่วงไปและไม่ขึ้นใหม่ พลังงานแสงจากเลเซอร์ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับคนผิวเหลือง ผิวคล้ำอย่างคนไทยทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนเช่น การไหม้ รอยด่างดำ *เฉพาะวันและสาขาตามที่บริษัทกำหนดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 081-272-0022 การรักษาเจ็บหรือไม่? กรณีใช้โหมดโปรแกรมฟื้นฟูผิวของเครื่อง Gentle Yag คนไข้จะรู้สึกอุ่นๆ บริเวณที่รักษา โดยไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างไร แต่หากเป็นกรณีที่ใช้โหมดโปรแกรมกำจัดขนหรือเส้นเลือดขอดนั้น คนไข้อาจจะรู้สึกเจ็บบ้างเล็กน้อย Review ขั้นตอนการทำเลเซอร์ 1. ทำความสะอาดผิวที่จะกำจัดขน 2. ยิงเลเซอร์ ระหว่างทำจะรู้สึกเหมือนหนังยางดีดเบาๆ 3. ประคบเย็น 4. ทาครีมเพื่อช่วยลดอาการแพ้และระคายเคือง ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล ก่อนทำ 1 ครั้ง ขนใต้วงแขนยาวและดกดำมาก หลังทำ 1 ครั้ง ขนหายไป ผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล ก่อนทำ 1 ครั้ง ขนขาล่าง ยาวและหยิกเหมือนขนผู้ชาย หลังทำ 1 ครั้ง ขนหายไป ผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล   ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล เลเซอร์กำจัดขนถาวรเป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ให้ผลอย่างถาวร ทุกๆ ครั้งของการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ วงจรการเกิดขนใหม่ก็จะช้าออกไปเรื่อยๆ เส้นขนที่เกิดใหม่จะมีขนาดที่เล็กลง สีอ่อนลง และจะค่อยๆ ขึ้นน้อยลง และเมื่อทำ 5 – 8 ครั้ง ขนก็จะค่อยๆ หมดไปในที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนและเกลี้ยงเกลาขึ้นด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนของแต่ละบุคคล […]

Read More…