8 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในอนาคต

เทคโนโลยี-4

อีกไม่นาน เทคโนโลยีจอแสดงผลอาจเปลี่ยนรูปโฉมไปอีกขั้นโดยมีการพัฒนาให้มีขนาดบางลง ถึงขนาดว่าสามารถม้วนพับเก็บไว้ได้ ขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นมาทดแทน เทคโนโลยีจอแสดงผลแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างจอแสดงผลแอลซีดีที่ยังมีข้อเสียตรงที่ใช้พลังงานมาก เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนแอลซีดีในวันข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แสดงผลฟิล์มบางอินทรีย์เปล่งแสง หรือ โอแอลอีดี (OLED: Organic light-emitting diode) และเทคโนโลยีที่เรียกว่าไบ-สเตเบิล ซึ่งเแม้แต่ในปัจจุบันก็มีออกมาให้เห็นบ้างแล้วทั้งในเครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นสื่อดิจิตอลเพื่อความบันเทิง เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล และโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะหรือสมาร์ทโฟน ข้อดีของจอแสดงผลแบบโอแอลอีดีคือ ใช้พลังงานน้อยกว่าจอแบบแอลซีดีในขนาดเท่าๆ กันสูงถึง 40% ทั้งยังบางกว่าเป็นเท่าตัว เนื่องจากไม่ต้องอาศัยการส่องแสงออกมาจากหลังภาพ ทั้งยังให้ภาพที่คมชัดกว่า ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลของซัมซุง   1. โทรศัพท์คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และไรน์คอม รวมถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นบางจากเคียวเซร่า นอกจากนี้ทางโซนี่คอร์ปอเรชั่นเองยังมีแผนจะทำตลาดจอทีวีขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีโอแอลอีดี ภายในปีนี้ด้วย แม้ในวงการสื่อสารไร้สายเทคโนโลยีโอแอลอีดีจะยังเพิ่งเริ่มแต่ในการพัฒนาจอแสดงผลรุ่นดังกล่าวเพื่อทำตลาดมีปรากฏให้เห็นบ้างในกลุ่มผู้ผลิตจอแสดงผล แบบแอลซีดี ทั้งซัมซุง เอสดีไอ และโซนี่จากการประเมินของบริษัทวิจัยด้านการตลาดไอซัพพลาย ตลาดสำหรับจอแสดงผลแบบโอแอลอีดี และแอลซีดีที่ใช้พลังงานน้อยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยคาดว่าจนถึงปีพ.ศ. 2555 อาจมียอดขายมากถึง 24,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 27% เทียบกับยอดขายในปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     2. ไอเดียรถยนต์สปอร์ต 3 ล้อ แห่งปี 2020 จาก Peugeot Velocite นี่เป็นไอเดีย Concept Car จาก Peugeot Velocite ซึ่งออกแบบโดย Juan Calos โดยเขาได้ออกแบบรถยนต์ Peugeot สำหรับอนาคตในปี 2020 ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ Sport 3 ล้อที่เขาได้ไอเดียมาจากรถมอเตอร์ไซต์ โดยตัวเครื่องยนต์จะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Low-Resistance Electric Motor ซึ่งปราศจากไอเสียและเมื่อรถวิ่งลงเขาก็จะสามารถชาร์จพลังงานให้กับรถได้อีกด้วย   3. ไอเดียคอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคตในปี 2020 จาก Sony Nextep Computer ไอเดียคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตจาก Sony Nextep Computer โดยในปี 2020 เราจะมีคอมพิวเตอร์ที่มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นด้วยหน้าจอ OLED Touchscreen มีเทคโนโลยี Holographic Projector, Pull-Out Extra Keyboard และที่สำคัญมันจะอยู่บนข้อมือของคุณด้วย ไอเดียนี้อีก 10 ปีข้างหน้าคงได้เห็นกัน     4.คอมพิวเตอร์ผสมกับโคมไฟตั้งโต๊ะ (Computer Table Lamp Concept) จากรูป มองดูแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร? แต่แท้ที่จริงมันเป็นแนวคิดคอมพิวเตอร์ในอนาคต มองไปที่ด้านบนจะเห็นช่องใส่แผ่นซีดีรอม ควบคุมการทำงานด้วยจอแสดงผลแบบสัมพัส และมีพอร์ตเพื่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ คอนเซ็ปต์ของมันก็คือเป็น Media Center ที่มีทั้ง เครื่องเล่นดีวีดี อัลบัมภาพ เครื่องเสียง ทีวี และอินเตอร์เน็ต สามารถนำไปวางไว้ในห้องรับแขก เพื่อใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งในบ้านได้     5. เครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด(Ultracompact Digital Projector) เครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด (Ultracompact Digital Projector) Samsung ร่วมกับ Teague นำเสนอเครื่องฉายภาพขนาดกระทัดรัด ออกแบบมาสำหรับการประชุมทางไกลผ่านกล้องวีดีโอ สามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเทคโนโลยี Laser Diode ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้หลายอย่าง มีการเชื่อมต่อไร้สาย และใช้งานอีเมล์     6. กล้องถ่ายดีวีดี (DVD Camcorder Concept) กล้องถ่ายดีวีดี (DVD Camcorder Concept) กล้อง บันทึกดีวีดีถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก และมีรูปทรงที่ต่างไปจากกล้องถ่ายวีดีโอในปัจจุบัน ด้วยรูปทรงของมันทำให้สามารถปรับหมุนเลนส์กล้องได้ 360 องศา นับเป็นการปฏิวัติกล้องถ่ายวีดีโอครั้งใหญ่เลยทีเดียว       7. เครื่องเล่นเกมส์ Playstation 3 เครื่องเล่นเกมส์ Playstation3 ออกแบบมาในรูปทรงแท่งสี่เหลี่ยมโค้งมน เน้นวัสดุที่ทำเหมือนโลหะ ทำให้ตัวเครื่องดูสวยเฉียบทีเดียว           8. แนวคิดรถยนต์ในอนาคตจากนิสสัน แนวคิดรถยนต์ในอนาคตจากนิสสัน ออกแบบมาสำหรับนักวิทบาศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักโบราณคดี หรือนักผจญภัย รถยนต์ “Nissan 4×4 Terranaut” คันนี้มีห้องโดยสารทรงกลม ที่นั่งคนขับปรับหมุนได้ 360 องศา น่าเสียดายที่เบาะสำหรับผู้โดยสารมีเพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น […]

Read More…

เทคโนโลยการแพทย์ที่จะมาเขย่าวงการสุขภาพภายในปี 2020

การแพทย์

วงการสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ถูกคาดหวังว่าจะมี อนาคตที่ยาวไกลในเชิงของการช่วยวินิจฉัยโรค การรักษา การดูแลทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ป่วย เทคโนโลยีในอนาคตเหล่านี้มีศักยภาพสูงในการพลิกโฉมวงการการแพทย์และสุขภาพ 1. ปัญญาประดิษฐ์ กับวงการแพทย์ “จะมีอัตราการเติบโต 42% และจะมีมูลค่าสูงถึง 6.6 พันล้านในปี 2021” เป้าหมายของ AI ในวงการสุขภาพ คือการพัฒนาการรักษา และดูแลผู้ป่วยโดยการช่วยแพทย์เวชปฏิบัติในการใช้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งระบบได้ทำการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและจดจำข้อมูลไว้แล้ว ทำให้สามารถนำเสนอการรักษาที่ดีเยี่ยมสู่ผู้ป่วยได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการบริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยได้แบบ real-time ทันที ที่มีความความต้องการ ทั้งยังเป็นข้อมูลคุณภาพจากแหล่งข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์ทางการแพทย์ (EHRs) ด้วย คาดกันว่าตลาดของ AI ที่เกี่ยวเนื่องกับวงการสุขภาพจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลกด้วยอัตรา การเติบโตที่สูงถึง 42% ไปจนถึงปี 2021 ประสิทธิภาพการรักษาที่ดีเยี่ยม, ค่าใช้จ่ายที่ลดลง, กำจัดขั้นตอนฟุ่มเฟือยเพื่อให้กระแสงานในโรงพยาบาลหมุนเวียนง่ายขึ้น, และแผนการรักษาแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาด AI ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการสุขภาพ AI ช่วยพัฒนาการเข้าถึงและวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยความช่วยเหลือของระบบประมวลผลภาพดิจิทัล, การจดจำแบบแผน, และการเรียนรู้ของเครื่องจักรบน AI แพลตฟอร์ม 2. ภูมิคุ้มกันบำบัด กำลังเติบโตที่อัตราสูงถึง 139% “ภูมิคุ้มกันบำบัด” เอื้อประโยชน์ในการรักษาโดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการรับมือกับมะเร็ง ทั้งยังมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย มันช่วยสร้างมิติใหม่ทั้งในแง่ของการ ยืดอายุผู้ป่วยรายคนให้ยาวนานขึ้นและการช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งไฝ ที่ถือเป็นความต้องการสำคัญทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนองแถมมีทางเลือกในการรักษาที่จำกัด ในแต่ละปีมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งไฝมากกว่า 160,000 รายทั่วโลก และมียอดผู้เสียชีวิตรายปีสูงถึง 40,000 ราย ความหวังของวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของมันเมื่อถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยในวงกว้าง เมื่ออัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในเชิงมะเร็งวิทยาเป็นที่ตระหนัก ศักยภาพของมันจะเพิ่มขึ้นแบบ ทวีคูณ ขณะที่ตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับครองตำแหน่งประเด็นสนทนายอดนิยมในแวดวงการแพทย์ วิธีการรักษาอื่นๆ ที่ดูมีความหวังได้แก่ การปลูกสร้างแบบใหม่ระดับโมเลกุล เช่น การดัดแปลงโมเลกุลรับสัญญาณให้เป็นแบบลูกผสม (CARs), การผสมผสานวิทยาการรักษาด้วยยาเก่าและใหม่, ตลอดจนการ ปรับเกณฑ์การให้ยาและวัคซีน ตลาดของตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับมีมูลค่า 3 พันล้านเหรียญในปี 2015 และคาดว่าจะแตะ 21.1 พันล้านเหรียญภายในปี 2020 กล่าวได้ว่ามีอัตรการเติบโตสูงถึง 139% 3. การตรวจพิสูจน์ของเหลว : ศักยภาพในการจับตาดูมะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย การตรวจพิสูจน์ของเหลว (Liquid Biopsy) สามารถสกัดเซลล์มะเร็งออกจากตัวอย่างเลือดธรรมดาๆ ได้ และมีศักยภาพ ที่จะปฏิวัติการรักษาโดยการติดตามดูเซลล์มะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย ปัจจุบันการตรวจชิ้นเนื้อซ้ำหลายๆ รอบคือสิ่งจำเป็นในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อร้าย และนับเป็นความท้าทายอย่างมากต่อร่างกาย ของผู้ป่วย การตรวจพิสูจน์ของเหลวสร้างโอกาสที่แสนหอมหวานในการลงทุนให้กับธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยโรค โดยการมุ่งเน้นไปที่ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น ดีเอ็นเอและเซลล์มะเร็ง ได้เปิดโลกใหม่ที่ทำให้ การติดตามเฝ้าดูเนื้อร้ายกลายเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงกับร่างกายอีกต่อไป คาดกันว่าภายในเวลาประมาณ 2 ปี การตรวจพิสูจน์ของเหลวจะกลายมาเป็นส่วนเสริมที่สำคัญให้กับการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ เทคโนโลยีนี้ได้รับ การพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกว่ามาก และสามารถตรวจจับอาการทรุดของโรคได้ก่อนการทำซีทีสแกน เสียอีก หัวใจของมันคือการที่แพทย์สามารถตรวจมะเร็งได้โดยไม่ต้อง “เข้าถึงตัวมะเร็ง” ซึ่งตรงนี้เองคือ จุดสำคัญที่ต่างจากการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ 4. ยีนดัดแปลง CRISPR/Cas9 : วิธีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆ จะต้องหยุดชะงัก CRISPR/Cas9 คือเทคนิคการตัดต่อยีนซึ่งสามารถแก้ไขความบกพร่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำตรงจุดใน ระดับดีเอ็นเอ แถมยังวางใจได้และมีประสิทธิภาพในเชิงราคาด้วย ในระยะเวลาสั้นๆ มันได้เข้ามากุม ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการวิจัยและพัฒนาวิทยาการ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับวิทยาศาสตร์ชีวภาพในส่วนตลาดที่สำคัญทั่วโลก เทคนิคนี้ถูกปล่อยออกมาในวงการวิจัยครั้งแรกในปี 2014 และหลายองค์กรต่างแห่กันนำมันมาใช้เพื่อผลิตเครื่องมือวิจัยและพัฒนาการรักษาโรค Sangamo Biosciences คือบริษัทที่นำหนึ่งในเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้สร้างผลงานมากที่สุด อย่างเช่นการใช้นิวเคลียส วิศวกรรม Zinc Finger Nucleases เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาโรคที่ถึงขั้นนำมาใช้กับมนุษย์ได้ ส่วนบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น startup น้องใหม่ CRISPR Therapeutics และ Editas Medicine โฟกัสไปที่ CRISPR และได้รับเงินระดมทุนหลายล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การดัดแปลงยีนเพื่อนำมาใช้รักษาโรคในมนุษย์จะแย่งไฟบนเวทีไปครองได้สำเร็จแต่ในวงการอื่นๆ อันได้แก่ เกษตรกรรมและสารเคมีพิเศษ ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลกว่าผลวิจัยที่มีอยู่ในท้องตลาดแล้ว การตัดแต่งยีนมอบโอกาสให้พวกเขาสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ปรับคุณสมบัติที่สำคัญของพืชไร่และสัตว์ เพิ่มผลผลิตและคุณค่าเชิงสารอาหารของพืช สร้างพันธุ์พืชไร่ที่ทนต่อโรค แมลงศัตรูพืช หรือความสุดขั้วของสภาพอากาศ เพิ่มความทนทานของสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ให้สามารถทนต่อโรค และมีคุณสมบัติด้านสารอาหารที่ดีขึ้น บทวิเคราะห์จากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติมีการกล่าวถึง CRISPR/Cas9 ตั้งแต่ปี 2013 มาจนถึงปี 2015 ว่าเทคโนโลยีการตัดต่อยีนดังกล่าวนี้มีอัตราการเติบโต อย่างมหาศาล ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2014 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 เท่า และจากปี 2014 ถึง 2015 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 3 เท่า ผู้ใช้สุดท้ายที่นำ CRISPR/Cas9 มาใช้ไม่ได้มีเพียงแค่นักวิจัย สายวิชาการเท่านั้นเนื่องจากมันส่งผลสำคัญต่อวิทยาการรักษาโรคด้วย เทคโนโลยีนี้เอาชนะความท้าทาย หลายอย่างโดยใช้ RNAi, TALENs และ ZFN เป็นเครื่องมือตัดต่อจีโนม และดูมีความเป็นไปได้มากที่ มูลค่าของมันในตลาดจะไต่ขึ้นสูงถึงหลายร้อยล้านเหรียญภายในไม่กี่ปีข้างหน้า 5. เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ : ตัวพลิกเกมแห่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและอวัยวะ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมีศักยภาพมากในวงการสุขภาพเพราะคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับ ตัวบุคคลได้ของมัน การพิมพ์ 3 มิติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับบุคคลได้จะช่วยลดเวลาในการผ่าตัดและ ค่าใช้จ่ายในการรักษาลงอย่างฮวบฮาบ ในปัจจุบันเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางที่สุด ในการพิมพ์โครงเลี้ยงเซลล์, กระดูกเทียม (สำหรับการผ่าตัดใส่กระดูกเทียม), และเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างเช่น ฟันปลอม หรือเครื่องช่วยฟัง ส่วนตัวพลิกเกมในวงการการพิมพ์ 3 มิติในอนาคตน่าจะเป็นการ พิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ตับ หัวใจ หู มือ ตา หรือการสร้างหน่วยเนื้อเยื่อที่เล็กที่สุดที่สามารถ […]

Read More…

10 สิ่งของไฮเทคจากหนังที่สมควรกลายเป็นจริง

เทคโนโลยี-3

ย้อนดูหนังในตำนานไปกับ 10 สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีไฮเทคจากหนังดัง ที่หลายคนวาดฝันให้กลายเป็นความจริง ประโยชน์อย่างหนึ่งของการดูหนัง คือการสร้างเสริมจินตนาการซึ่งอาจต่อยอดสู่ความเป็นจริง มีหลายครั้งเรารู้สึกตื่นเต้นกับหนังที่มาพร้อมกับเครื่องมือมากมาย โดยไม่อาจคาดเดาว่าจะกลายเป็นความจริงเมื่อไร เราจึงได้รวบรวม 10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์จากหนังดังเรื่องต่าง ๆ ที่หลายคนเฝ้าคอย มาให้ดูกันชัด ๆ ว่าของชิ้นไหนมีโอกาสกลายเป็นจริงบ้าง ไปดูกันเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนน่าสนใจที่สุด 1. ดาบไลท์เซเบอร์ จาก Star Wars (1977) เชื่อได้เลยว่าแฟนหนังเรื่อง Star Wars คงเคยวาดฝันว่าดาบไลท์เซเบอร์จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต ข้อมูลทั่วไปดาบประเภทนี้คืออาวุธของเหล่าเจไดและซิธ โดยดาบแต่ละสีจะให้ความหมายต่างกันออกไป แต่คุณสมบัติที่เหมือนกันคือความแข็งแกร่งที่สามารถตัดผ่านของแข็งแบบสบาย ๆ แม้ดาบไลท์เซเบอร์จะเป็นเพียงจินตนาการในโลก Star Wars แต่เว็บไซต์ The Guardian รายงานการทดลองของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ MIT ที่ค้นพบการรวมโฟตอน (Photon) ให้กลายเป็นโมเลกุล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างดาบไลท์เซเบอร์ขึ้นมาจริง ๆ 2. เตียง Med-Bay จาก Elysium (2013) แม้หนังของผู้กำกับ นีลล์ บลอมแคมป์ (Neill Blomkamp) จะเต็มไปด้วยเครื่องมือไฮเทคมากมาย แต่ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็น Med-Bay เตียงไฮเทคซึ่งเป็นที่สุดของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความเจ๋งของเตียงตัวนี้คือการรักษาโรคภัยต่าง ๆ ได้ครอบจักรวาล เริ่มตั้งแต่การรักษากระดูกที่หักไปจนถึงโรคมะเร็ง โดยหนึ่งในตัวละครอย่าง ครูเกอร์ ถึงขนาดใช้เครื่องมือนี้รักษาการเสียโฉมของตัวเอง บอกได้เลยว่าถ้าหากเตียง Med-Bay กลายเป็นความจริงขึ้นมา มนุษย์เราอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหมอเก่ง ๆ อีกต่อไป 3. ชุดเกราะไอรอนแมน จาก Iron Man (2008) เบื้องหลังความเงางามของชุดเกราะไอรอนแมนเต็มไปด้วยคุณสมบัติที่หลายคนใฝ่ฝันถึง ความสามารถของมันเริ่มตั้งแต่การบินได้ มีความยืดหยุ่น มีความแข็งแกร่งซึ่งทนทานต่ออาวุธแทบทุกชนิด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีน้ำหนักเบาแถมพกพาง่ายอีกต่างหาก โดยเว็บไซต์ Tech Insider เปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเปิดตัวชุดเกราะคล้ายกับไอรอนแมนในอีก 2 ปี โดยชุดดังกล่าวสามารถป้องกันกระสุน ช่วยยกของหนัก และมีออกซิเจนสำรองในกรณีฉุกเฉิน 4. ปืนจุดมุมมอง จาก The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy (2005) ปืนจุดมุมมอง หรือ Point of View Gun คือเทคโนโลยีสุดเจ๋งจากหนังไซไฟ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy ที่แปลกตากว่าหนังเรื่องอื่น ๆ การทำงานของปืนกระบอกนี้จะทำให้คนถูกยิงเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองตามอย่างผู้ยิง กล่าวง่าย ๆ คือเราสามารถใช้ปืนกระบอกนี้ครอบงำความคิดของคนอื่นได้ง่าย ๆ ซึ่งถ้าหากเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดขึ้นในความเป็นจริง การรบราฆ่าฟันในสงครามต่าง ๆ น่าจะนองเลือดน้อยกว่าเดิมมากทีเดียว 5. อุปกรณ์ลบความทรงจำ Neuralyzer จาก Men in Black (1997) หนึ่งในเครื่องมือสุดเจ๋งของหน่วย M.I.B. คืออุปกรณ์ลบความทรงจำ Neuralyzer เพื่อให้ผู้คนลืมความทรงจำเกี่ยวกับการพบเห็นเอเลี่ยน ลองคิดดูว่าจะดีแค่ไหนหากแสงแฟลชวาบเดียวจากเครื่อง Neuralyzer สามารถลบความทรงจำร้าย ๆ ที่หลายคนอยากลืม โดยเฉพาะความเจ็บปวดในหัวใจที่ลบเท่าไรก็ลบไม่ออก บอกได้เลยว่าคนผลิตอุปกรณ์ชิ้นนี้จะต้องรวยเละอย่างแน่นอน 6. เครื่องเทเลพอร์ท จาก Star Trek: The Motion Picture (1979) จินตนาการดูว่าการเดินทางจะง่ายแค่ไหน หากโลกนี้มีเครื่องเทเลพอร์ทแบบ Star Trek ที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้คนหรือสิ่งของไปยังปลายทางในชั่วพริบตา หากวันหนึ่งเครื่องเทเลพอร์ทถูกสร้างขึ้นมาจริง ๆ จงเตรียมบอกลาปัญหารถติดหรือน้ำมันแพงไปได้เลย แถมมลพิษจากการขนส่งก็จะลดลงอีกด้วย 7. เสื้อเจ็ทแพ็ก จาก Minority Report (2002) Minority Report คือหนังที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เจ๋ง ๆ มากมาย แต่อุปกรณ์ที่เด็ดสุด ๆ คือเสื้อเจ็ทแพ็ก ซึ่งพระเอกของเรื่องอย่าง จอห์น แอนเดอร์สัน ใช้สวมใส่เพื่อป้องปรามการเกิดอาชญากรรม คุณสมบัติทั่วไปของเสื้อเจ็ทแพ็ก จะทำให้ผู้สวมใส่เหาะเหินเดินอากาศได้ โดยจุดเด่นของอุปกรณ์ดังกล่าวคือมีขนาดเล็ก พกพาง่าย และมีพลังงานเชื้อเพลิงไม่จำกัด นับเป็นทางเลือกแห่งการขนส่งที่น่าสนใจ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในช่วงเวลาเร่งด่วน 8. โฮเวอร์บอร์ด จาก Back to the Future Part 2 (1989) เทคโนโลยีจากหนัง Back to the Future ที่หลายคนอยากได้มาครอบครอง คือสเกตบอร์ดลอยได้ หรือโฮเวอร์บอร์ด ที่ตัวละครหลักอย่าง มาร์ตี้ แม็คฟลาย นำมาใช้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามความฝันที่เราจะได้ใช้โฮเวอร์บอร์ดเริ่มใกล้ความจริงเข้ามาทุกขณะ เพราะเมื่อปี 2014 ทีมนักพัฒนาสัญชาติแคนาดาอย่าง Hendo เปิดตัวต้นแบบสเกตบอร์ดลอยได้ตัวแรกของโลก โดยนำเทคโนโลยีแม่เหล็กมาทำให้อุปกรณ์ลอยได้ เช่นเดียวกับบริษัท Lexus เปิดตัวโฮเวอร์บอร์ดรุ่น Slide ออกมาทดลองเมื่อปี 2015 แม้ยังไม่สามารถเคลื่อนตัวอย่างคล่องแคล่วเหมือนในหนัง แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามมากทีเดียว 9. ช่องเสียบ Bio-ports จาก eXistenZ (1999) เนื้อหาของหนังเรื่อง eXistenZ พูดถึงตัวละครที่เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเกมเสมือนจริง โดยแต่ละคนจะมีช่องเสียบ ไบโอ-พอร์ต ที่เชื่อมต่อร่างกายของพวกเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์ แม้ไอเดียดังกล่าวอาจฟังดูน่าขนลุกในความเป็นจริง แต่มันจะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงในโลกคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ ชนิดที่อุปกรณ์ไหน ๆ ก็ให้ไม่ได้ […]

Read More…

เทคโนโลยีสุดล้ำจากหนัง Star Trek ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงหนังเรื่อง Star Trek หลายคนอาจนึกถึง “วาร์ป” เทคโนโลยีสุดล้ำที่ถูกใจคนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีล้ำหน้าอีกมากมาย และคงไม่มีใครคาดถึงว่าจะมีเทคโนโลยีล้ำๆ ขนาดนั้นเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่มันเกิดขึ้นแล้วและหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นี่คือ 8 เทคโนโลยีล้ำๆ จากในหนังที่เกิดขึ้นจริงแล้ว 1. คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต 2. เครื่องทำอาหารสำเร็จรูป 3. เครื่องแปลภาษา 4. Tricorder – เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดปกติของธรณีวิทยาและอุตินิยมวิทยา 5. อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาขนาดเล็กที่สามารถติดไปที่เสื้อได้เลย 6. Holodeck – เป็นแว่นตาที่สร้างภาพเสมือนจริงและโลกสมมติขึ้นได้ ทำให้ผู้คนสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ 7. Tractor Beam – หรือที่ในหนังเรียกว่าการบีมนั่นเอง แม้ว่าจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์แบบแต่นักวิจัยกำลังพัฒนาและศึกษาอย่างละเอียด 8. Phaser Gun – เป็นปืนรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีเครื่องติดตาม ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในสงครามอิรัก […]

Read More…

เทคโนโลยีในอนาคต ที่เป็นสไตล์การดำเนินชีวิตของเรา

ถ้าหากกล่าวถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือปัจจัยอย่างหนึ่ง ที่สามารถจะทำให้การดำเนินชีวิต รวมถึงการทำงานต่างๆ บรรลุผลสำเร็จอย่างสะดวกสบาย แม่นยำ รวดเร็ว แต่ถ้ามองย้อนกลับไปคงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเมื่อโทรทัศน์, โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ นั้นได้ถูกพัฒนาให้เป็นสิ่งของแบบสมาร์ท ๆ แล้วถ้าในอนาคตละเคยสงสัยกันไหมว่า มันจะมีอะไรที่สุดยอดมาให้ยลโฉมอีกบ้าง…? ดังนั้นเราจึงจะพาชมเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนสไตล์การดำเนินชีวิตของเราไปอีกแบบ รวมถึงความแปลกใหม่ที่ไม่มีในปัจจุบัน แต่อาจสัมผัสได้ในอนาคต!! 1. คอมพิวเตอร์ ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว เชื่อได้ว่าหลายคนคงเคยสัมผัสกับคอมพิวเตอร์ยุคบุกเบิกกันแน่นอน ด้วยตัวเครื่อง (CPU) และหน้าจอขนาดใหญ่ รวมถึงอะไหล่ชิ้นส่วนราคาแสนแพง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ก้าวมาเป็นส่วนสำคัญในวงการคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้มีขนาดเล็กลง, ความสามารถเพิ่มขึ้น, นํ้าหนักเบา หรือทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เป็นเรื่องง่าย 2. โทรทัศน์ ถือว่าเป็นสิ่งของที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไล่มาตั้งแต่โทรทัศน์แบบหมุนหาคลื่น รวมถึงตัวเครื่องขนาดใหญ่ นํ้าหนักมาก มาจนถึงการสั่งการด้วยคำสั่งเสียง, การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, วัสดุการผลิตขนาดเล็ก หรือการแสดงภาพคมชัดสมจริง สวยสดงดงาม ก็เรียกได้ว่าเป็นโทรทัศน์ที่มีความสามารถมากกว่าโทรทัศน์แล้ว 3. สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต นับได้ว่าเป็นยุคทองของเหล่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างแท้จริง ซึ่งในหนึ่งปีก็มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ออกมาให้ได้ยลโฉมกันหลายสิบเครื่อง จากหลากหลายค่าย โดยก็มักมีนวัตกรรม หรือจุดเด่นต่างๆ ผสมผสานอยู่เสมอ หรือฟีเจอร์สุดลํ้า 4. โทรศัพท์บ้าน หากเราสังเกตตามภาพยนต์แนว Sci-Fi โทรศัพท์ภายในบ้านจะมีลักษณะคล้ายเข็มทิศ หรือแผ่นใสขนาดยาว โปร่งแสง และมีตัวเลขปรากฏ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ขึ้นโชว์ให้เห็น อีกทั้งผู้ใช้งานจะสามารถสั่งการด้วยเสียง หรือนำมาประยุกต์ใช้กับสมาร์ทโฟนก็ทำได้เหมือนกัน 5. เครื่องใช้ภายในบ้าน ถือเป็นการพัฒนาสิ่งของภายในบ้าน ให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบายมากกว่าเดิม ลองนึกภาพดูว่าถ้ามีเตาปิ้งย่าง สามารถบอกวิธีการย่างเนื้อวัว หรือเนื้อหมู แม้แต่การบอกสูตรทำกับข้าว แนะนำเครื่องเทศต่างๆ คงอร่อยกันเลยทีเดียว 6. เสื้อผ้า/รองเท้า/อุปกรณ์สวมใส่ จะเป็นอย่างไรเมื่อสิ่งของเหล่านี้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะของเราในการดำเนินกิจกรรมประจำวัน และตอนนี้ก็มีให้เห็นกันบ้างแล้ว เช่น นาฬิกา, รองเท้า, ถุงมือ เป็นต้น ทว่าความสามารถยังคงอยู่ในขีดจำกัด แต่ก็เชื่อได้ว่าเบื้องหน้าอาจกลายเป็นสิ่งของไฮเทคที่ขาดไมได้ก็เป็นได้ 7. รถยนต์/มอเตอร์ไซค์/จักรยาน เมื่อเราชมภาพยนตร์ Sci-Fi ทั้งหลายเราคงคิดกันบ้างละ ถ้ามันเป็นแบบในหนังบ้างก็คงดี อย่างเช่นเรื่อง Transformer จากรถกลายเป็นหุ่นยนต์ 8. ตึก/บ้านเรือน การเปลี่ยนแปลงของตึก หรือบ้านเรือนภายในให้มีความสามารถแบบสมาร์ทๆ คงน่าตื่นเต้นไม่น้อย ดังที่เราเคยได้เห็นในภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง แต่ภายนอกการออกแบบตึก หรือบ้านมักจะมีลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมถึงจุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการออกแบบได้ มันน่าตื่นตาไม่น้อย อย่างไรก็ตาม 8 อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ว่าจะได้รับการพัฒนาให้สมาร์ทๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายสิ่งรอบตัวเรา ก็สามารถเป็นของไฮเทคได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นอนาคตมันจะหน้าตาเป็นอย่างไร เราคงต้องเดินทางไปพร้อมกัน […]

Read More…

8 เทรนด์เทคโนโลยี เปลี่ยนยุคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่

เทคโนโลยี

วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต ผลการสำรวจผลจาก Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการพลิกโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตอีก 3-7 ปีข้างหน้า อันดับ 1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) Ai เรียกง่ายๆก็คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล จนสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพราะการนำไปใช้งานของแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ในอนาคต ความก้าวหน้าและผลสำเร็จของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ทุกเรื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันทำได้ แต่ถึงกระนั้นความกังวลใจเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เองได้อย่างอิสระของปัญญาประดิษฐ์ก็ถูกมองว่าอาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง อันดับ 2 โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) AR เทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริง ด้วยรูปแบบการผสมผสานเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริงมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไปจะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต อันดับ 3 บล็อกเชน (Blockchain) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีการร้อยต่อข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด โดยข้อมูลทุกบล็อกจะเป็นเหมือนสำเนาของตัวเอง เมื่อเกิดการแก้ไขจะทำให้ทุกบล็อกรับรู้การแก้ไขนั้น ๆ และมีประวัติเก็บไว้อย่างซับซ้อน โดยเนื้อแท้ของเทคโนโลยีจึงมีความปลอดภัยจากโครงสร้างที่เกิดขึ้น ซึ่งความสามารถของบล็อกเชนเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อถูกนำมาใช้งานในรูปของ Bitcoin หรือเงินเสมือนจริงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยรูปแบบการบันทึกทุกกล่องเป็นสำเนาข้อมูลเหมือนกันหมด ทำให้บล็อกเชนมีความปลอดภัยมากกว่าการบันทึกด้วยมนุษย์หรือเครื่องมือบันทึกใด ๆ ที่มีอยู่เดิม และนั่นก็ทำให้บล็อกเชนได้รับความสนใจกับกลุ่มธุรกิจการเงินเช่นธนาคารเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีความปลอดภัยและรวดเร็วมากกว่าเทคโนโลยีการเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อันดับ 4 โดรน (Drones) โดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถของการบินหลายระยะด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้โดรนเข้ามาแทนที่ในการบินหลากหลายระบบทั้งเล็กและใหญ่ เช่น จากเดิมที่ใช้เครื่องบินใส่ปุ๋ยและยาพืชไร่ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องโดรนที่บรรทุกปุ๋ยและยาบินเข้าพื้นที่แบบอัตโนมัติตามการวางโปรแกรมการบินเพื่อจัดการพื้นที่ได้อย่างไม่หลงลืม ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โดรนในหลายรูปแบบ ทั้งทางการทหาร การช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งการขนส่ง ทำให้โดรนกลายเป็นเครื่องมือขนส่งที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางอากาศระยะไกลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนส่งคนหรือสิ่งของก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ แต่กระนั้นก็เริ่มมีการทดลองอย่างจริงจังในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่กลายมาเป็นระบบค้าขายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) เทคโนโลยี IoT เป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงกันมากที่สุด เพราะสามารถแทรกตัวเข้าไปได้แทบทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีของการสื่อสารอุปกรณ์เท่านั้น โดยคาดหวังกันว่า IoT จะช่วยลดเวลาการจัดการทั้งหมดของมนุษย์ รวมไปถึงการดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ IoT ยังเป็นอุปกรณ์ที่จะเก็บข้อมูล รายงานสิ่งที่จำเป็นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการตรวจสอบในระบบสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับได้ว่าการแทรกตัวเข้าไปของทุกอุตสาหกรรมยังมีต้นทุนที่ราคาไม่แพงเกินไป ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฝังเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ แต่หัวใจของการประมวลผลและคิดวิเคราะห์ยังคงใช้งานจากส่วนกลางเพื่อสนองตอบพฤติกรรมนั่นเอง อันดับ 6 หุ่นยนต์ (Robots) หุ่นยนต์เป็นเป้าหมายใหม่ของการทดแทนแรงงานในอนาคต เนื่องจากงานบางชนิดเป็นการใช้แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ด้วยค่าแรงที่ต่ำหรือปัญหาของพื้นที่ก็ตามแต่ ซึ่งในโลกอุตสาหกรรมหุ่นยนต์แขนกลที่ทำหน้าที่แทนหนุ่มสาวโรงงาน ทั้งการยกของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมตามไลน์การผลิต มักใช้หุ่นยนต์แขนกลที่มีเพียงจังหวะหมุนของการผลิตเท่านั้น และนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถเข้าไปแทนที่การทำงานในแง่มุมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ่นยนต์ดับเพลิง กู้ภัย หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ให้บริการ ทำให้ในอนาคต หุ่นยนต์จะถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มากขึ้น อันดับที่ 7 โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) VR เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะดูใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่าง ๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ อันดับที่ 8 ระบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ อาจจะฟังดูเป็นเครื่องพรินเตอร์ที่วุ่นวายกับเรื่องหมึกไปสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วเครื่องนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เนื่องจากฟีเจอร์การทำงานเป็นเหมือนการแกะสลักด้วยแบบดิจิทัลที่สั่งงานโดยคอมพิวเตอร์ ค่อย ๆ แกะเนื้อวัสดุออกตามที่ต้องการไปทีละขั้นทีละตอน เหมือนการขึ้นรูปวัสดุ และนั่นก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นที่หมายปองของนักออกแบบ เพราะเพียงเวลาไม่นาน แบบที่ร่างไว้ในคอมพิวเตอร์ก็จะถูกพรินต์ออกมาเป็นโมเดล 3 มิติที่จับต้องได้ทุกประการ ด้วยจุดเด่นของการทำงานที่ไม่จำกัดจำนวน และรวดเร็วเช่นที่พรินเตอร์จะพิมพ์ออกมาได้ ทำให้เครื่องพิมพ์เช่นนี้หลุดเข้าไปในหลากหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่าในวงการแพทย์ที่มีการออกแบบอวัยวะเทียมเพื่อทดแทนอวัยวะสำคัญที่ขาดหายไป การออกแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้วฉีดเซลล์เข้าไปเพื่อลดอาการต่อต้านก็จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทั้ง 8 นี้ต่างมีบทบาทของการพัฒนาและคุณประโยชน์ที่สามารถพลิกการใช้งานเครื่องมือในปัจจุบันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่จะต่อยอดในอนาคตจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และท้ายที่สุด คนธรรมดาก็สามารถเอื้อมถึงได้นั่นเอง […]

Read More…

Digital Entrepreneur เฟืองตัวสำคัญเพื่อก้าวสู่ Thailand 4.0

nashreolum

ไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทาง และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญ สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ๆ ที่เปลียนแปลงอย่างเร็ว รุนแรงในศตวรรษที่ 21 ได้ ดังนั้นประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาทางด้านวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ ซึ่งเป็นที่มาของการเกิด Digital Entrepreneur เพราะเป็นการมุ่งเน้นการสร้างธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดเป็นสินค้าและบริการบนพื้นฐานของการสร้างสรรค์นวัตกรรมผสมผสานเข้ากับการทำธุรกิจ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ได้เห็นความสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับธุรกิจดิจิทัลในกลุ่มคนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไปให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และพร้อมให้การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรม และทำให้เกิด Digital Entrepreneurship ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตและประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ โดย DEPA มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการดิจิทัล ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอมอี และโอทอปใช้แพลตฟอร์ม CMS (Channel Management System) เป็นแพลตฟอร์มที่ทางสำนักงานฯ ได้สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs OTOP รวมถึงวิสาหกิจชุมชนมีความเข้าใจในการพัฒนาศักยภาพในการขายของรวมถึงการเพิ่มช่องทางการค้าขายออนไลน์ โดยสามารถกระจายสินค้าของตนเองไปยัง E Market Place ต่างๆ ได้ภายในคลิกเดียว รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลของสินค้าก็ทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบ Channel Management System หรือ CMS 2.มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการจดแจ้งลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาสำนักงานได้สร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาให้กับกลุ่มประชาชน กลุ่มผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ที่อยู๋ในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยได้ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่ออบรม สัมมนา ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องรวมถึงความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่ยุค Thailand 4.o 3.มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สำนักงานสร้างความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มีการอนุมัติโครงการค้ำประกันผู้ประกอบการในวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ Digital Startup และ กลุ่มผู้ประกอบการ นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ 4.การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการส่งเสริม และพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ โดยการขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองความมีตัวตน สร้างความน่าเชื่อถือ อีกทั้งสำนักงานยังสามารถอัพเดทข้อมูลของผู้ประกอบการเพื่อนำมาขยายผล วิเคราะห์ หาแนวทางการส่งเสริมแก่กลุ่มผู้ประกอบการในอนาคตได้อีกด้วย 5.การผลักดันส่งเสริมให้เกิดดิจิทัลสตาร์ทอัพ ผ่านการสร้างนักคิดนักพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัล ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรม และนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปการดำเนินธุรกิจแบบดั้มเดิม สู่การดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของไทยให้สามารถปฏิรูปสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างครบวงจร โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการดิจิทัลที่สำนักงานได้เข้าให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จะเป็นหนึ่งในกลไลสำคัญที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศรายได้ปานกลาง และก้าวสู่ “การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด […]

Read More…

เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018

ttt_robot_playing_chess-Willyam-nashreolumjpg

1. AI Foundation คงปฏิเสธไม่ได้กับความร้อนแรงของ AI ในยามนี้ โดย Gartner ชี้ว่า AI ที่สามารถเรียนรู้, โต้ตอบ และปรับตัวได้โดยนอัตโนมัตินี้จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้แข่งขันกันระหว่างเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายในปี 2020 ในขณะที่การใช้ AI เพื่อช่วยเสริมการตัดสินใจ, การปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจ และการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้านั้นจะยังคงกลายเป็นประเด็นหลักที่เหล่าองค์กรให้ความสำคัญต่อไปจนถึงปี 2025 ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร, เครื่องมือ หรือระบบที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นการจัดการข้อมูลนั้นก็จะยังคงเติบโต่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะขาดไปไม่ได้แล้วสำหรับการแข่งขันในอนาคต 2. Intelligent Apps and Analytics Application ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีการใช้งาน AI หรือ Machine Learning อยู่ภายในแทบทั้งหมด โดยที่บางครั้งผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัวว่า AI นั้นทำงานอยู่ในส่วนใดของระบบก็เป็นได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI นี้ก็จะทำให้รูปแบบของการทำงานและสถานที่ทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป โดย AI จะไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะมาช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในอนาคต การแข่งขันในตลาด Software และ Service โดยเฉพาะ ERP นั้นจะกลายเป็นการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ AI เป็นหลักว่า AI จะมาช่วยให้การทำงานหรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้นได้อย่างไรแทน 3. Intelligent Things สิ่งของต่างๆ ที่เคยเป็น Internet of Things (IoT) ในปัจจุบันจะวิวัฒนาการกลายไปเป็น Intelligent Things ที่ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของโค้ดที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงการทำงานไปตาม AI ที่ใช้และข้อมูลที่ได้เรียนรู้แทน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, หุ่นยนต์, Drone และทำให้ขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ สูงขึ้นอย่างชัดเจน อุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัตินี้จะใช้แรงงานคนน้อยลง และในอีก 5 ปีถัดจากนี้ เราก็จะเห็นระบบที่ยังคงใช้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ในฉากหลังนั้นเหล่าผู้ผลิตนั้นต่างจะซุ่มพัฒนาระบบที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อเตรียมแข่งขันกัน และประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากเทคโนโลยีอย่าเงช่นกฎหมายก็จะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคตนี้ 4. Digital Twin ทรัพย์สินต่างๆ ในโลกจริงขององค์กรนั้นจะถูกสร้างข้อมูลขึ้นมากลายเป็นทรัพย์สินเสมือนในโลก Digital มากขึ้นเรื่อย เพื่อให้เหล่าองค์กรได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจได้ในแบบ Real-time และทำการตอบโต้ต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที Digital Twin จะช่วยให้การนำ AI มาใช้ผสานและการทำ Simulation มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น การวางแผนในภาพใหญ่นั้นจะสามารถเจาะลึกลงรายละเอียดได้ดีขึ้นในทุกๆ ธุรกิจ และส่งประโยชน์ต่อธุรกิจ องค์กร หรือประเทศชาติได้ในระยะยาว 5. Cloud to the Edge Edge Computing จะกลายเป็นส่วนต่อขยายจากระบบ Cloud อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการย้ายการประมวลผลไปใกล้แหล่งข้อมูลมากขึ้นก็ทำให้ Latency ต่ำลง, Bandwidth ที่ต้องใช้น้อยลง และการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ สามารถทำได้แบบกระจายตัว องค์กรจึงควรเริ่มออกแบบ Infrastructure ให้รองรับต่อสถาปัตยกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน IoT ในอนาคต Edge Computing จะผสานรวมกับ Cloud อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้นและแบ่งหน้าที่การทำงานกันได้เป็นอย่างดี โดย Cloud นั้นจะรับบทบาทของระบบแบบ Service-oriented Model ที่บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง และทำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างระบบต่างๆ ในขณะที่ Edge Computing จะทำงานแบบ Delivery Style ที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่นั้นทำงานได้ตามที่ Cloud สั่งการ […]

Read More…

เครื่อง INDIBA

เครื่อง INDIBA

INDIBA (ยกกระชับผิวด้วยRF) INDIBA (ยกกระชับด้วยหลักHyperthermia) คือ วิธีการยกกระชับผิวและกำจัดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งรับรองโดยทางการแพทย์แล้วว่าปลอดภัยปราศจากผลข้างเคียง วิวัฒนาการ รูปแบบใหม่ของการ ยกกระชับผิวใบหน้า กระชับสัดส่วนร่างกาย ลดเซลลูไลท์และริ้วรอยแห่งวัย ลดถุงไขมันใต้ตา กระชับทรวงอก INDIBA Method คืออะไร? คือ  วิทยาการของการนำเทคโนโลยีของคลื่นความถี่วิทยุในช่วงความถี่ประมาณ 0.5 MHz (เมกกะ-เฮิรตซ์) ผ่านเข้าสู่ร่างกายซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปของพลังงานภายในร่างกายให้ มีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 3ํC- 5ํC โดยมีหัวอิเลคโทรด 2 ชนิดใช้ในการรักษา ชนิดแรกคือ Capacitive Electrode(CET)  ใช้สำหรับเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง รวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมัน ชนิดที่2 คือ Resistive Electrode (RET) ใช้สำหรับกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองเฉพาะจุด และเผาผลาญไขมันระดับลึก  ซึ่งจากการวิจัยพบว่าคลื่นความถี่ระดับนี้สามารถ ทำให้ผิวยกกระชับ รูปร่างได้สัดส่วน ผิวเนียนเรียบ รวมทั้งลดริ้วรอยของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ INDIBA ทำงานอย่างไร? คือการใช้คลื่นวิทยุความถี่ 0.5 MHz ทำให้เกิดผลของ Hyperthermia หรือไข้เทียม ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นประมาณ 3ํC-5ํC (อุณหภูมิร่างกายปกติประมาณ 37ํC) ทำให้เกิดผลดังนี้ Vasodilator Effect (การขยายตัวของหลอดเลือด) – เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต – เพิ่มสารอาหารและออกซิเจนให้กับเซลล์และเนื้อเยื่อ – ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้มีชีวิตชีวา ช่วยในการกระตุ้นและไล่น้ำเหลืองหรือขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เพิ่ม metabolism และสลายไขมัน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น  ทำให้ผิวพรรณเรียบเนียน ตึงกระชับ ผลการรักษาด้วย INDIBA จากการศึกษาพบว่า หลังการรักษาด้วยINDIBAเพียงครั้งแรก คุณจะรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้นและสัดส่วนลดลงในบริเวณที่รักษา โดยการลดลงของสัดส่วนนี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวหนังและชั้น ไขมันรวมทั้งอายุของ ผู้ที่เข้ารับการรักษาแต่ละราย นอกจากนี้คุณจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนหลังจากเข้ารับการรักษาประมาณ 5 ครั้งโดยคุณสังเกตได้จาก เรือนร่างที่ได้สัดส่วนและตึงกระชับ ผิวเนียนเรียบขึ้นและมีชีวิตชีวา ริ้วรอยลดลงและรอยแผลเป็นเรียบขึ้น สำหรับใบหน้าที่หย่อนคล้อย สามารถแก้ไขรูปหน้าให้เรียวกระชับได้ ความปลอดภัยของการ รักษาด้วย INDIBA INDIBA เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะไม่เกิน 42-ํC และเป็นอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจากภายในร่างกายโดยปราศจากผลข้างเคียงใด ๆ สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกวัน ขณะรักษา คุณจะรู้สึกอุ่นสบายและผ่อนคลายอย่างมาก ข้อควรปฏิบัติ หลังจากได้รับการรักษาด้วย INDIBA แล้ว ผู้เข้ารับการรักษาควรดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดอย่างน้อย 3-4 ลิตร ภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้ของเสียที่คั่งสะสมอยู่ภายในร่างกายถูกกำจัดออกไปโดยเร็วที่ สุดซึ่งจะให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าเราจะสามาถกำจัดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ได้จนมีเรือนร่างที่ได้ สัด ส่วนและกระชับแล้ว แต่ก็ควรป้องกันการกลับมาสะสมของไขมันเหล่านี้ โดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 8 แก้ว หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมัน *การลบริ้วรอยและ กระชับผิวบริเวณใบหน้า INDIBA ช่วยทำให้ผิวหน้าตึงกระชับและลดริ้วรอยแห่งวัยโดยอาศัยหลักการข้างต้น กระตุ้นขบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ (collagen remodeling) ข้อปฏิบัติหลังทำIndiba หลังทำควรดื่มน้ำให้มากๆเนื่องจาก อัตราการเห็นผลจะดีกว่าผู้ที่ดื่มน้ำน้อย […]

Read More…

เครื่อง GentleYAG Laser

เครื่อง GENTLEYAG LASER

หลักการทำงาน เติมความมั่นใจใต้วงแขน ผิวหน้า หน้าแข้งและทุกส่วนในร่างกายให้เรียบเนียนสวยไร้ขนพลังงานจากแสงเลเซอร์จะถูกดูดซึมโดยเม็ดสีเมลานินในต่อมขน พลังงานที่ถูกดูดซึมนี้เองจะไปทำลายเซลล์รากขนที่อยู่รอบๆ เมื่อเซลล์รากขนถูกทำลายเส้นขนก็จะหลุดร่วงไปและไม่ขึ้นใหม่ พลังงานแสงจากเลเซอร์ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับคนผิวเหลือง ผิวคล้ำอย่างคนไทยทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนเช่น การไหม้ รอยด่างดำ *เฉพาะวันและสาขาตามที่บริษัทกำหนดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 081-272-0022 การรักษาเจ็บหรือไม่? กรณีใช้โหมดโปรแกรมฟื้นฟูผิวของเครื่อง Gentle Yag คนไข้จะรู้สึกอุ่นๆ บริเวณที่รักษา โดยไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างไร แต่หากเป็นกรณีที่ใช้โหมดโปรแกรมกำจัดขนหรือเส้นเลือดขอดนั้น คนไข้อาจจะรู้สึกเจ็บบ้างเล็กน้อย Review ขั้นตอนการทำเลเซอร์ 1. ทำความสะอาดผิวที่จะกำจัดขน 2. ยิงเลเซอร์ ระหว่างทำจะรู้สึกเหมือนหนังยางดีดเบาๆ 3. ประคบเย็น 4. ทาครีมเพื่อช่วยลดอาการแพ้และระคายเคือง ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล ก่อนทำ 1 ครั้ง ขนใต้วงแขนยาวและดกดำมาก หลังทำ 1 ครั้ง ขนหายไป ผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล ก่อนทำ 1 ครั้ง ขนขาล่าง ยาวและหยิกเหมือนขนผู้ชาย หลังทำ 1 ครั้ง ขนหายไป ผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล   ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล เลเซอร์กำจัดขนถาวรเป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ให้ผลอย่างถาวร ทุกๆ ครั้งของการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ วงจรการเกิดขนใหม่ก็จะช้าออกไปเรื่อยๆ เส้นขนที่เกิดใหม่จะมีขนาดที่เล็กลง สีอ่อนลง และจะค่อยๆ ขึ้นน้อยลง และเมื่อทำ 5 – 8 ครั้ง ขนก็จะค่อยๆ หมดไปในที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนและเกลี้ยงเกลาขึ้นด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนของแต่ละบุคคล […]

Read More…